เรื่องของประมุขสงฆ์

เรื่องของประมุขสงฆ์
โดย สิริอัญญา
วันพุธที่ 4 มกราคม 2560
ในมหาปรินิพพานสูตร เมื่อครั้งที่พระบรมศาสดากำลังจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า
เมื่อถึงกาลล่วงลับแห่งเราแล้ว ธรรมอันเราได้แสดงดีแล้ว และวินัยอันเราได้บัญญัติดีแล้ว จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงแต่งตั้งผู้ใดให้เป็นผู้สืบทอดธุระของพระองค์ เพราะในธรรมวินัยของพระอริยเจ้านั้น
ไม่มีประมุข ไม่มีหัวหน้า ไม่มีผู้บังคับบัญชา มีแต่พระบรมศาสดา ดังนั้นเมื่อถึงกาลล่วงลับแห่งพระองค์ จึงไม่ทรงแต่งตั้งหรือมอบหมายผู้ใด
แต่มอบหมายให้ธรรมวินัยที่ทรงแสดงและบัญญัติแล้วเป็นศาสดาแทนพระองค์
ดังนั้นชาวพุทธทั้งหลายไม่ว่าจะมีภูมิธรรมระดับไหนก็ตาม จึงไม่มีผู้ใดเป็นศาสดา ไม่มีผู้ใดเป็นประมุข
มีแต่พระธรรมวินัยเท่านั้นที่เป็นศาสดาแทนพระตถาคตเจ้า ดังที่ทรงตรัสไว้ในปัจฉิมโอวาทนั้น
พระองค์ทรงตรัสยืนยันว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นแหละเห็นตถาคต และธรรมที่เห็นนั้นคืออะไรเล่า?
ก็คือธรรมอันเดียวกันกับธรรมที่พระอัญญาโกญฑัญญะเห็นเมื่อครั้งยังเป็นปัญจวัคคีย์ และพระมหาสมณะทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร
เมื่อจบการแสดงธรรมลง พระบรมศาสดาทรงอุทานว่า โกญฑัญญะเห็นธรรมแล้วหนอ ๆๆ
ธรรมที่เห็นนั้นก็คือเห็นความจริงตามที่เป็นจริงว่า สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา
พิธีกรรมทั้งหลายในพระพุทธศาสนาก็ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยศาสดาหรือประมุขหรือผู้นำ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมอบหมายให้สงฆ์เป็นใหญ่ในการกระทำพิธีกรรมทั้งหลาย
ไม่ว่าการรับอุปสมบท หรือพิธีกรรมใด ๆ ก็ตาม สงฆ์ที่ว่านี้ก็คือพระสงฆ์สาวกที่มีจำนวนตามที่พระวินัยบัญญัติ เมื่อครบเป็นองค์สงฆ์แล้วนั่นแหละจึงเป็นพระสงฆ์ เป็นหนึ่งในรัตนะแห่งพระรัตนตรัย
เหตุนี้แต่ไหนแต่ไรมา พระสงฆ์จึงไม่มีประมุข ไม่มีหัวหน้า มีแต่คณะสงฆ์ หรือสงฆ์ ซึ่งในคณะนี้มีพระวินัยบัญญัติให้เคารพผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา
ซึ่งเป็นการยืนยันหลักความเป็นใหญ่ในแง่บุคคลในพระพุทธศาสนาว่า ถือเอาอาวุโสโดยพรรษาเป็นใหญ่ ไม่ได้ถืออื่นใดเป็นใหญ่
ต่อให้มียศศักดิ์วรรณะใด ๆ มาก่อน เมื่อเข้ามาอุปสมบทในพระศาสนานี้แล้ว ความอาวุโสต้องเป็นไปตามพุทธบัญญัติ คืออาวุโสโดยพรรษา
ดังเช่นกรณีที่ราชนิกูลผู้หนึ่งเข้ารับอุปสมบทภายหลังสามัญชน ราชนิกูลนั้นเมื่อบวชแล้วต้องเคารพภิกษุที่มีอาวุโสมากกว่า
แม้พระอานนท์พุทธอนุชาก็ยังต้องเคารพ ต้องเชื่อฟัง พระภิกษุที่มีอดีตเป็นคนสามัญและมีอาวุโสมากกว่า
แต่ในบ้านเมืองของเรานั้นอ้างว่าเป็นเมืองพุทธศาสนา อ้างพุทธศาสนา อ้างธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา
แต่มากกรณีที่ฝ่าฝืนพระธรรมวินัย กระทั่งกระทำในสิ่งที่ไม่เป็นพระพุทธศาสนา ที่สำคัญคือ
ประการแรก ได้ยอมรับเอาคติทางลังกาที่ถือว่าไม่มีบุญกุศลใดเสมอด้วยการถวายสมณศักดิ์แก่พระสงฆ์ และหลังรับเอาคตินี้มา
ในช่วงปลายอยุธยา และมาเจริญงอกงามขึ้นในภายหลัง จึงส่งผลให้พระสงฆ์ติดยึดในยศศักดิ์
จนกระทั่งถูกเยาะเย้ยเกี่ยวกับเรื่องยศช้างขุนนางพระให้ปรากฏมาแล้ว และในที่สุดก็พัฒนากลายเป็นการวิ่งเต้นเพื่อแสวงหาสมณศักดิ์กัน
ถึงขั้นกำหนดระเบียบการพิจารณาความชอบจากผลงานการก่อสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องผิดพระวินัยโดยตรง
ประการที่สอง ทรยศต่อพระธรรมวินัย ไม่เคารพพระธรรมวินัย ที่ให้ถืออาวุโสโดยพรรษาเป็นหลัก มาบิดปั้นใหม่เป็นให้ถืออาวุโสโดยสมณศักดิ์เป็นหลัก
ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทรยศต่อพระธรรมวินัยโดยตรง
ผลจากทั้งสองประการนี้ จึงทำให้บังเกิดความเสื่อมขึ้นในกิจการพระพุทธศาสนาอย่างทั่วด้าน สิ่งที่เรียกว่าพุทธพาณิชย์และเดรัจฉานวิชาสารพัด
จึงบังเกิดขึ้นและขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว เป็นช่องทางทำมาหากินอย่างคึกคักครึกโครม
เหตุนี้ในวงการพระศาสนาจึงเต็มไปด้วยพวกอลัชชีเดียรถีย์ พวกคนชั่วช้าสารพัดแฝงตัวเข้ามาทำมาหากินกัน
จนกระทั่งพระสัทธรรมถูกละเลยเพิกเฉยและบิดเบือนกันตามอำเภอใจ
ถึงกระนั้นเมื่อมีการปฏิบัติเป็นคติสืบมา ก็ยังคงถือหลักถือเกณฑ์และถือธรรมเป็นใหญ่ จึงทำให้การพระศาสนาแม้ว่าถูกทำลายลงอย่างยับเยิน
เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองและต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงกรุงธนบุรี แต่ก็ยังมีหลักมีแก่นและมีผู้สืบทอดพระธรรมวินัยที่แท้จริงอยู่ โดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน
เหตุนี้เมื่อครั้งที่องค์พระปฐมบรมกษัตริย์ทรงสถาปนาพระบรมราชจักรีวงศ์แล้ว จึงทรงตั้งพระบรมราชปณิธานว่า "ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา"
จากนั้นก็ทรงชำระอธิกรณ์และความสกปรกโสโครกทั้งหลายครั้งใหญ่ที่สุด
ทรงถอดสังฆราชที่ไม่ซื่อตรงต่อพระธรรมวินัย และทรงสถาปนาพระสีขึ้นเป็นองค์ปฐมสังฆราชาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
จากนั้นก็ทรงชำระกวาดล้างอลัชชีเดียรถีย์ออกจากสังฆมณฑล โปรดให้ทำสังคายนาพระไตรปิฎกและจัดการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ครั้งใหญ่ที่สุด
จึงทำให้พระพุทธศาสนาได้สถิตมั่นคงขึ้นในสยามรัฐสีมาอาณาจักรอีกครั้งหนึ่ง
ครั้นถึงปี 2535 ก็มีแก๊งลิดรอนพระราชอำนาจ ฉกฉวยยึดพระราชอำนาจนี้ไปให้แก่กรรมการมหาเถรสมาคม
ให้เป็นผู้มีอำนาจเห็นชอบสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์เพื่อเสนอพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง
และนับแต่นั้นมาวิกฤตในกิจการพุทธศาสนาก็ถึงขีดสุด จนกระทั่งไม่สามารถสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชได้จนบัดนี้
และเป็นที่มาของคณะ สนช. ที่ต้องการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง จึงได้เสนอกฎหมายเพื่อถวายคืนพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชดังแต่ก่อน
ซึ่งเป็นที่คาดหวังของประชาชนทั่วไปว่า บ้านเมืองถึงเวลาที่ต้องมีพระดี ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสงฆ์ทุกฝ่าย และทรงธรรม ทรงวินัย เป็นที่ยอมรับ เป็นสมเด็จพระสังฆราชได้แล้ว.

จากเพจ:Paisal Puechmongkol

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพรปีใหม่ 2560


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2560 ความว่า
"ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีเพื่ออำนวยพรแด่ท่านทั้งหลายทั่วกัน และขอขอบใจท่านเป็นอย่างมาก ที่มีไมตรีจิตสนับสนุนข้าพเจ้าในภารกิจทุกอย่างเสมอมา
ในปีที่แล้ว บ้านเมืองของเรามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต เมื่อเดือนตุลาคม กล่าวได้ว่านำความโศกเศร้าอาดูร และนับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวไทยทั้งประเทศ ข้าพเจ้ารู้สึกตื้นตันและประทับใจที่ได้เห็นประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ถ้วนหน้า มีจิตจงรักภักดี และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ พรั่งพร้อมกันมาถวายสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง
ขอขอบใจทุกท่านที่ร่วมมือ ร่วมใจ ช่วยงานพระบรมศพอย่างพร้อมเพรียง ทำให้ทุกสิ่ง ทุกอย่าง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ข้อนี้น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า คนไทยนั้นมีจิตใจดี มีความกตัญญูกตเวที มีความเอื้ออารีต่อกัน มีความรักชาติ รักแผ่นดิน เป็นคุณสมบัติประจำชาติ และมีความรู้ ความสามารถ ไม่แพ้ชนชาติอื่นใด ดังนั้น ไม่ว่าจะมีอุปสรรค ปัญหา หรือเหตุไม่ปรกติใดๆ เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ก็เชื่อได้ว่า ถ้าเราจะร่วมกันคิดอ่าน และช่วยกันปฏิบัติแก้ไข ทุกสิ่ง ทุกอย่าง จะสามารถคลี่คลายลุล่วงไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน
ในปีใหม่นี้ ขอให้ชาวไทยทุกคนตั้งใจให้แน่วแน่ที่จะรักษาคุณสมบัตินี้ให้เหนียวแน่น และทำความคิด จิตใจ ให้แจ่มใส ด้วยปัญญาที่กระจ่าง พิจารณาทุกสิ่งที่เกิดมีขึ้นตามความเป็นจริง โดยปราศจากอคติ ให้มีความมุ่งมั่น มีกำลังใจ ในอันที่จะร่วมกันปฏิบัติสรรพกิจน้อยใหญ่ในภาระ หน้าที่ ตามแนวพระบรมราโชบายที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ ให้งานทุกอย่างสำเร็จผล เป็นความดี ความเจริญ ทั้งแก่ตนเอง แก่ส่วนรวม และประเทศชาติ เป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ
ในการนี้ ข้าพเจ้าขอปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับประชาชนชาวไทยโดยเต็มกำลังความสามารถ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานเช่นกัน
ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวไทย อีกทั้งพระบารมีแห่งสมเด็จพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต มีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นอาทิ จงคุ้มครอง รักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจ และประสบแต่สิ่งที่พึงปรารถนาตลอดศกหน้านี้ โดยทั่วกัน"

สถานีโทรทัศน์ NBTV มอบกระเช้าของขวัญอวยพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2560


30 ธันวาคม 2559
คุณนวรัตน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา กรรมการบริหาร สถานีโทรทัศน์ NBTV
เป็นตัวแทน คุณนิคม บุญวิเศษ ประธานบริหารสถานีโทรทัศน์ NBTV
เข้ามอบกระเช้าของขวัญอวยพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2560
แด่ พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
ที่สำนักงาน กสทช. ถนนพหลโยธิน กทม

๓ วาระรวดสนช.=วาระรอดศาสน์


ดีครับ....!
สิ่งไหนเห็นด้วยจิตตรง ว่าเป็นทางประโยชน์ต่อ "ชาติ-พระศาสนา-ประชาชน" แล้วละก็
จงทำเถอะ
ที่ สนช.แก้ไขมาตรา ๗ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ผ่าน ๓ วาระรวด พร้อมประกาศใช้แทน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับปัจจุบัน วานนี้ (๒๙ ธ.ค.๕๙) นั้น
๑๘๒ เสียง "เอกฉันท์" ที่โหวตผ่าน ได้ขึ้นสวรรค์ทุกคน โดยไม่ต้องซื้อค้อน!
เพื่อความเข้าใจเป็นขั้น-เป็นตอน ผมจะลำดับเรื่องให้ดู.......
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา ๗ ฉบับปัจจุบัน ความว่า
"พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์หนึ่ง
ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช"
ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ
และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”
รัฐสภา สนช.แก้ไขใหม่เมื่อวาน (๒๙ ธ.ค.๕๙) เป็น.........มาตรา ๗
“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”
สรุป คือ........
จากให้อำนาจ "มหาเถรฯ+นายกฯ" เป็นผู้เสนอนามผู้จะได้รับสถาปนาเป็นพระสังฆราช
จากนี้ไป ด้วยมาตรา ๗ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่แก้ไขใหม่
ถวายพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาพระสังฆราชได้ตามพระอัธยาศัย ตามที่ทรงพระราชดำริเห็นสมควร
เหมือนยุคสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ การที่จะสถาปนาพระรูปไหนขึ้นเป็นพระสังฆราช ให้เป็นพระราชอำนาจ
เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นอำนาจมหาเถรฯ+นายกฯ เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ นี่เอง!
ก็อาจถามกันว่า.......
แล้ว "สมเด็จช่วง" วัดปากน้ำ ที่มหาเถรฯ ส่งชื่อให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ตามมาตรา ๗ เดิม "เป็นสมเด็จพระราชาคณะอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์" ที่ยังค้างอยู่นั่นล่ะ จะเป็นยังไง?
คำตอบ คือ....
เป็นสมเด็จช่วงอยู่อย่างไร ก็เป็นสมเด็จช่วงอยู่ต่อไปอย่างนั้น!
ด้วยผลตามมาตรา ๗ ใหม่ ที่ สนช.แก้ไขผ่าน ๓ วาระรวด
การสถาปนาพระสังฆราชองค์ใหม่ เป็นดังนี้.............
“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”
นั่นคือ "อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์" ไม่เป็นไฟต์บังคับในการตั้ง-ไม่ตั้งอีกต่อไปแล้ว
เท่าที่สดับตรับฟัง สาธุชนหัวดำๆ.......สาธุ
มีพาลชนหัวโล้นๆ คน-สองคน......แฮ่..แฮ่!
พวกไหนที่คิดออกมาตีรวน-กวนก่อ ผมไม่ว่าอะไร เพียงขอฝากให้คิดประเด็นเดียว
อยากจะต่อต้าน "พระราชอำนาจ" ก็ตามใจ!
ความจริง ประเทศไทยนั้น พุทธศาสนาเริ่มในยุคสุโขทัย ที่ "พ่อขุนรามคำแหงมหาราช" นิมนต์พระเถระที่เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกเข้ามาจากลังกา
เมื่อมีเป็นพุทธศาสนจักร........
พระมหากษัตริย์จะทรงสถาปนาพระเถระที่ทรงเห็นว่าเหมาะสมขึ้นพระสังฆราชเอง เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือ-แบ่งเบาด้านบริหารปกครองทางสงฆ์
โดยปกติ พระท่าน ที่เป็นพระคามวาสี ก็มุ่งเรียนแต่พระปริยัติ ที่เป็นพระอรัญวาสี คือพระอยู่ป่า ท่านก็เพ่งเพียรสมถวิปัสสนาสู่การหลุดพ้น
เรื่องตำแหน่ง-สมณศักดิ์ เป็นส่วนเกิน ไม่ใช่ส่วนที่พระแท้จะแสวงหามาเป็นโคลนถ่วงล้อ
แต่เพื่อแบ่งเบาพระราชภารกิจบริหารปกครองด้านพุทธจักร เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาให้เป็นนั่น-นี่ ท่านก็รับ โดยเพ่งด้านช่วยบริหารสนองพระเดช-พระคุณ
ไม่เพ่ง ไม่ยินดี-ยินร้าย ในด้านได้เป็น-ไม่ได้เป็น เรื่องอย่างนี้ คนที่เป็นพระ ยิ่งเป็นพระมีการศึกษา มีตำแหน่ง มีสมณศักดิ์ ควรต้องเข้าใจ
ใครก็อย่าเป็นพระอย่าง "เสี่ยประสาร" ที่ให้ตัณหา-โมหะ ลากลงรู ลึกกว่ารูมังกรโคโมโดนั่นเลย!
ก็อาจสงสัยกันอีกว่า...........
ไม่มีกรอบอื่นใดด้านคุณสมบัติ-กฎเกณฑ์ เพื่อการคัดสรรเป็นองค์ประกอบก่อนไปสู่ตำแหน่งพระสังฆราชบ้างเลยหรือ?
ก็มีนะ....
ทุกยุคจากสุโขทัยเรื่อยมา จะมีหลักอยู่ ๓ หลักเป็นเกณฑ์พิจารณา คือหลักคุณสมบัติผู้ควรได้รับสถาปนา หลักพิธีการสถาปนา และหลักความเห็นมหาเถรฯ
ใช่ว่าพระมหากษัตริย์จะทรงสถาปนาตามพระราชอัธยาศัยทันที-ทันใด
จะต้องมีการคัดสรรพระเถระที่เหมาะสมเป็นจำนวนหนึ่งก่อน พระมหากษัตริย์ก็จะมีพระราชดำริจากจำนวนนี้ "รูปหนึ่ง" ขึ้นเป็นพระสังฆราช
ใช่ว่าจะทรงสถาปนา "พระเถระรูปไหนก็ได้" ตามพระราชอัธยาศัย อย่างที่เข้าใจผิด-เข้าใจถูก กันตอนนี้
ดูตามกฎหมายฉบับเดิมๆ จะเห็นชัด การสถาปนา จะยึดพระธรรมวินัยด้าน "อาวุโสพรรษา" เป็นเกณฑ์ทางคุณสมบัติอย่างหนึ่ง อ่านดูก็ได้........
"ในกรณีตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศนาม สมเด็จพระราชาคณะ ที่มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช
จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำพระนามสมเด็จพระราชาคณะ ๔ รูป คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ สมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และสมเด็จพระพุฒาจารย์ เสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
แล้วนำกราบถวายบังคมทูล ให้พระมหากษัตริย์ทรงวินิจฉัย และจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่ง ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อไป"
นั่นคือ ในการสถาปนา ต้องผ่านการกรองด้านคุณสมบัติมาก่อน
๑.ต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะ
๒.มีพรรษาสูงสุดหรืออาวุโสสูงสุด
๓.มีศีลสมาจารวัตรเพียบพร้อม ไม่ด่างพร้อย เป็นที่เคารพสักการะของคณะสงฆ์ และประชาชน และ
๔.ได้บำเพ็ญศาสนกิจเป็นประโยชน์แก่พระศาสนา และราชอาณาจักรเป็นอย่างมาก ทั้งยังสามารถปฏิบัติภารกิจต่อไปได้
ถึงกฎหมายบอกเพียงว่า...........
“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง"
แต่ในทางปฏิบัติ ก็ไม่ได้ตัดความเห็นทางคณะสงฆ์
โดยในอดีต ทางรัฐบาลจะสอบถามความเห็นไปยังมหาเถรสมาคม
มหาเถรฯ ก็จะพิจารณาสมเด็จพระราชาคณะที่อยู่ในข่ายขึ้นเป็นพระสังฆราชได้ตามกรอบคุณสมบัตินั้น พร้อมประวัติผลงานเป็นความเห็นฝ่ายสงฆ์
ทางรัฐบาลก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เป็นข้อมูลประกอบ ก่อนมีพระราชดำริสถาปนาพระเถระรูปหนึ่งขึ้นเป็นพระสังฆราชตามพระราขอัธยาศัย
เนี่ย.....
พระสังฆราชที่ได้รับการสถาปนาด้วยพระราชอำนาจแต่ก่อน พิธีการยิ่งใหญ่มาก
มองไม่เห็นว่า มีอันใด-ตรงไหน ในแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์เมื่อวาน จะเป็นเหตุให้พระสังฆราชที่ได้รับการสถาปนา "ด้วยพระราชอำนาจ" จะด้อยเกียรติ ด้อยศักดิ์ กว่าที่ "มหาเถรฯ+นายกฯ" เสนอนามขึ้นไปทูลเกล้าฯ ถวาย?
ลองศึกษาถึงพิธีการสถาปนาในอดีตดูก็ได้.........
เริ่มจากทรงมีพระกระแสรับสั่งให้สำนักพระราชวัง จัดพิธีการตามพระราชประเพณีขึ้น ท่ามกลางสังฆมณฑล
ประกอบด้วยกรรมการมหาเถรสมาคม โดยสมณศักดิ์เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี
คณะรัฐมนตรี ประธานรัฐสภาฯ ประธานศาลฎีกา ณ พระอุโบสถพระศรีรัตนศาสดาราม มีการจารึกพระสุพรรณบัฏ
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" จะเสด็จฯ มา พนักงานอาลักษณ์อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการการสถาปนา
จบแล้ว สมเด็จพระราชาคณะนำสวดสังฆานุโมทนา เสด็จไปถวายน้ำมหาสังข์ทักษิณาวัฏ พระสุพรรณบัฏ พระตราตำแหน่ง พัดยศ เครื่องสมณศักดิ์แด่สมเด็จพระสังฆราช
พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา โหรลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ ภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ พนักงานประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์
พระสงฆ์ตามอารามทั่วราชอาณาจักร เจริญชัยมงคลคาถาและย่ำระฆัง
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงถวายใบปวารณาแด่พระสงฆ์ในสังฆมณฑล พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก
จบแล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ
สมเด็จพระสังฆราชขึ้นประทับอาสน์สงฆ์ กลางพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระเถระผู้ใหญ่ ผู้แทนพระบรมวงศานุวงศ์
หัวหน้าคณะรัฐบาล ผู้แทนองคมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลฎีกา เข้าถวายเครื่องสักการะ
เสร็จแล้ว สมเด็จพระสังฆราช ทรงออกไปรับเครื่องสักการะของบรรพชิตญวนและจีน แล้วเสด็จกลับ เป็นเสร็จพิธี"
ดังนี้แล้ว เสี่ยประสารที่ "ปลุกพระ" ระดมพลฮึ่มๆ อยู่นั่นน่ะ
ตอบซิ...พระสังฆราชตามขั้นตอนอย่างนี้ ไม่ดี-ไม่พอใจ ตรงไหน?
ตรงที่ ไม่ใช่สาย "โจรห่มเหลือง" งั้นซิท่า?.

เปลวสีเงิน ไทยโพสต์ 30/12/2559

โจรเข้ามาปล้นศาสนา เลยยกวัดให้แก่โจร


อีกอย่างหนึ่งคือ การฝากศาสนาไว้กับพระ ชาวพุทธเป็นจำนวนมากทีเดียวชอบฝากพระศาสนาไว้กับพระอย่างเดียว
แทนที่จะถือตามคติของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระศาสนานั้นอยู่ด้วยบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่ใช่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่จะต้องช่วยกัน

ทีนี้ พวกเรามักจะมองว่าพระศาสนาเป็นเรื่องของพระ บางทีเมื่อมีพระประพฤติไม่ดี ชาวบ้านบางคนบอกว่าไม่อยากนับถือแล้วพุทธศาสนาอย่างนี้ก็มี
แทนที่จะเห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นของเรา พระองค์นี้ประพฤติไม่ดีเราต้องช่วยกันแก้ ต้องเอาออกไป แทนที่จะคิดอย่างนั้น
กลับกลายเป็นว่าเรายกศาสนาให้พระองค์นั้น เหมือนโจรผู้ร้ายเข้ามาปล้นบ้านของเรา แทนที่จะรักษาสมบัติของเรา กลับยกสมบัตินั้นให้โจรไปเสีย
พระองค์ที่ไม่ดีก็เลยดีใจกลายเป็นเจ้าของศาสนา เรายกให้แล้วบอกไม่เอาแล้วศาสนานี้ เป็นอย่างนี้ก็มี นี่เป็นทัศนคติที่ผิด
ชาวพุทธเราทั่วไปไม่น้อยมีความคิดแบบนี้ ทำเหมือนกับว่าพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของพระ เราก็ไม่ต้องรู้ด้วย

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม

ผัก-ผลไม้ในไทยพบสารปนเปื้อนเกือบ 100%

23-12-59/29 : Pattarawadee Fuchs / อึ้ง !! ผัก-ผลไม้ในไทยพบสารปนเปื้อนเกือบ 100% แนะวิธีล้างผักให้ปลอดภัย

เปิดตัวเลขชวนอึ้ง ผัก-ผลไม้ในไทยพบสารปนเปื้อน 90-100% แนะวิธีการล้างผักอย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
ในช่วงเทศกาลกินเจนี้ เชื่อว่าหลายคนคงกำลังมองหาผักและผลไม้ต่าง ๆ มาบริโภคกันโดยทั่วไป แต่รู้หรือไม่ว่าผักสดและผลไม้ที่วางขายตามท้องตลาดส่วนใหญ่มักมีสารพิษปนเปื้อน
มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้าง ดังนั้นเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถทานผักและผลไม้ได้อย่างปลอดภัย ทางคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้จัดทำคลิปแนะนำวิธีล้างผักให้ปลอดภัย
เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก Mahidol Channel เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559
โดย รศ. ดร.สมพนธ์ วรรณวิมลรักษ์ จากศูนย์วิจัยพัฒนานวัตกรรม คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า แม้จะมีผลวิจัยยืนยันว่าการทานผักวันละ 400 กรัม
สามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคมะเร็งได้ แต่ผักและผลไม้ที่วางขายในไทยนั้นกลับไม่มีความปลอดภัยอย่างที่คิด
โดยจากการนำตัวอย่างผักมาทดสอบ 7 ชนิด ที่เก็บตัวอย่างจากกว่า 100 ตลาด ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ในช่วง 8-12 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีสารปนเปื้อนถึง 90-100%
และที่น่าตกใจคือ ไม่ว่าผักจะถูกหรือแพงก็มีโอกาสพบสารปนเปื้อนได้พอ ๆ กัน "ราคาไม่ได้รับประกันเลยว่าผักนั้น ดีหรือปลอดภัย"
โดยผักจากซูเปอร์มาร์เกตที่ติดป้ายว่าผักปลอดสารพิษ ผักอินทรีย์ รวมถึงผักปลอดภัย ซึ่งมีราคาที่สูง ก็พบว่ามีการปนเปื้อนเท่า ๆ กับผักที่ซื้อจากตลาดสดธรรมดา
ทั้งนี้การลดความเสี่ยงที่ผู้บริโภคสามารถทำได้ ก็คือการป้องกันตัวเองด้วยการล้างผัก โดยการล้างผักที่คนนิยมใช้ 4 วิธี ได้แก่
1. ล้างด้วยด่างทับทิม ลดปริมาณสารตกค้างได้ 20-30%
2. ล้างด้วยน้ำส้มสายชู ลดปริมาณสารตกค้างได้ 30-40%
3. ใช้ผงฟู (เบกกิ้งโซดา) ลดปริมาณสารตกค้างได้ 30-40%
4. ล้างด้วยน้ำไหล ลดปริมาณสารตกค้างได้ 60-70%
โดยจะพบว่าการล้างด้วยน้ำไหล เป็นวิธีการที่ช่วยลดปริมาณสารตกค้างได้มากที่สุด ทำได้ง่ายและถูกที่สุด ซึ่งการล้างผักในน้ำไหลอย่างถูกวิธี ต้องแช่ผักไว้ 10 นาที
จากนั้นเปิดน้ำให้ไหลตลอด และถูผักทีละใบนาน 2 นาที เพื่อให้น้ำช่วยชะล้างสารเคมีที่เกาะบนผิวผัก

จากเพจ: หมีNHK

เส้นแบ่งระหว่างพุทธกับกบฎผีบุญ

เส้นแบ่งระหว่างพุทธกับกบฎผีบุญ
โดย สิริอัญญา
วันพุธที่ 21 ธันวาคม 2559
ระยะนี้มีการกล่าวอ้างความเป็นสถาบันทางพระพุทธศาสนาบ้าง ความเป็นสถาบันคณะสงฆ์บ้าง กระทั่งอ้างองค์กรระดับโลกของพุทธศาสนาบ้าง และองค์กรระดับโลกของชาวพุทธบ้างกันบ่อยครั้งมาก
จนเกิดความสับสนขึ้นว่าองค์กรเหล่านี้เป็นใคร เพราะไม่มีใครรู้เห็น เข้าร่วม หรือมีการแต่งตั้งหรือก่อตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใด
ก็เป็นการ กล่าวอ้างลอย ๆ ของขบวนการเถื่อนทั้งนั้น เพราะไม่มีกฎหมายของประเทศไหนหรือองค์กรไหนในโลกรับรอง
การกล่าวนั้น และก็ไม่มีใครรู้จักองค์กรหรือแกนนำของขบวนการเหล่านั้นเลย
การกล่าวอ้างทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เห็นได้ชัดเจนว่ามีข้อเรียกร้องเป็นอย่างเดียวกัน คือต้องการคุ้มครอง ป้องกัน ช่วยเหลือพวกกบฎผีบุญที่ย่ำยีพระพุทธศาสนา ย่ำยีกฎหมายบ้านเมืองและตั้งตนเป็นรัฐอิสระอยู่ในบ้านเมืองของเราในทุกวันนี้
ดังนั้นสำหรับชาวพุทธจึงต้องสามารถจำแนกแยกแยะได้อย่างชัดเจนและปราศจากข้อสงสัยว่าอะไรคือเรื่องของพระพุทธศาสนา อะไรคือเรื่องของพวกกบฎผีบุญ
เพื่อการนี้ จึงขอนำเสนอวิธีจำแนกแยกแยะอย่างง่าย ๆ ในบางเรื่องบางประการที่สามารถใช้เป็นเส้นแบ่งระหว่างพุทธกับกบฎผีบุญได้โดยง่าย
ประการแรก การพระพุทธศาสนานั้นอยู่ภายใต้กฎหมาย ยอมรับกฎหมายบ้านเมืองมาตั้งแต่ครั้งที่พระบรมศาสนายังทรงพระชนม์อยู่ ดังเช่นการกำหนดเวลาเข้าพรรษา
เมื่อพระเจ้าแผ่นดินแห่งแคว้นมคธขอเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าพรรษาในวันที่กำหนดได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงผ่อนผัน จึงเป็นเหตุให้วันเข้าพรรษามีสองวัน คือวันเข้าพรรษาหน้าและวันเข้าพรรษาหลัง
แม้การตัดไม้ซึ่งในยุคนั้นชาวบ้านสามารถตัดไม้ได้ นำมาใช้สอยได้ แต่เมื่อทางการหวงกัน พระบรมศาสดาก็วางพระวินัยห้าม ดังนี้เป็นต้น
ส่วนพวกกบฎผีบุญเป็นพวกนอกกฎหมาย เป็นพวกไม่นับถือกฎหมาย เป็นพวกฝ่าฝืนกฎหมาย ที่ทำผิดกฎหมายได้ทุกรูปทุกแบบ และตั้งตนอยู่เหนือกฎหมาย
ดังที่ปรากฎคดีโกงประชาชนหลายหมื่นล้านบาท หลอกลวงประชาชนเอาทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากมายมหาศาล รวมทั้งการทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ แม้กระทั่งการซ่องสุมกำลังคนและสิ่งผิดกฎหมายทั้งหลาย
ดังนั้นจึงสามารถจำแนกได้ในประการนี้ได้โดยง่ายว่าในพระพุทธศาสนานั้นเคารพกฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมาย ส่วนกบฎผีบุญนั้นไม่เคารพกฎหมาย และอยู่เหนือกฎหมาย บังอาจทำผิดกฎหมายได้โดยไม่ยำเกรงการลงโทษ ไม่ต่างอันใดกับมหาโจร
ประการที่สอง เกี่ยวกับเรื่องหลักธรรมคำสอน ซึ่งปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาได้ชี้ไว้อย่างต่อเนื่องว่าพวกกบฎผีบุญคือภัยร้ายแรงของพระพุทธศาสนา และทำลายพระพุทธศาสนาอย่างรุนแรงที่สุด
หลักสำคัญของพระพุทธศาสนาคือพระไตรลักษณ์ ได้แก่กฎสามัญของสรรพสิ่งที่ว่าสรรพสิ่งไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดา สิ่งปรุงแต่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตนของใคร
ส่วนกบฎผีบุญนั้นสอนในทางตรงกันข้าม สอนให้ยึดมั่นในตัวตน สอนให้ยึดมั่นในความโลภและความหลง คือโลภอยากได้สวรรค์ชั้นต่าง ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด โลภอยากได้บุญ โลภอยากได้ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างไม่มีข้อจำกัด
ซึ่งเป็นความหลงขั้นรุนแรงที่สุดที่มนุษย์จะพึงมี ซึ่งกบฎผีบุญต้องสั่งสอนอย่างนี้จึงจะสามารถหลอกลวงคนทั้งปวงให้ส่งมอบทรัพย์สินเงินทองได้ตามต้องการ
ประการที่สาม เกี่ยวกับเรื่องการสวดมนต์ เอะอะก็อ้างว่าสวดมนต์ จะปกป้องคนผิดที่ศาลออกหมายจับหมายค้นก็เอาการสวดมนต์มาบังหน้า ซึ่งไม่ใช่วิสัยในพระพุทธศาสนา
อันการสวดมนต์นั้นอาจจำแนกเป็นประเภทได้ดังต่อไปนี้
ประเภทแรก เป็นการสวดตามพระวินัย ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติให้พระสวด ไม่ว่าจะเป็นการสวดทำวัตรเพื่อความเป็นปกติของวัตรปฏิบัติแห่งสงฆ์ การสวดญัตติจตุตถกรรมในการทำพิธีอุปสมบท
หรือการสวดปาติโมกข์เพื่อทบทวนพระวินัยที่ทรงบัญญัติไว้ให้แจ่มแจ้งขึ้นใจในคณะสงฆ์ ซึ่งการสวดเหล่านี้เป็นพิธีกรรมที่ต้องกระทำโดยความสามัคคีแห่งสงฆ์ ในเขตอันกำหนดแน่นอนคือเขตพุทธาวาส และในท่ามกลางความบริสุทธิ์ของสงฆ์
ประเภทที่สอง เป็นการสวดเพื่อความรำลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย และอานิสงส์ของพระรัตนตรัย หรือที่เรียกว่าการสวดพระพุทธมนต์
อันจำแนกแยกแยะเป็นสองอย่างคือการสวดมนต์สำหรับงานชาวบ้านที่สวดด้วยจุลราชปริตร และการสวดในงานหลวงหรือที่เรียกว่ามหาราชปริตร ซึ่งเป็นการสวดตามที่มีผู้อาราธนาเพื่อความเป็นสิริมงคล
ประเภทที่สาม เป็นการสวดมนต์ลำพังตน เพื่อความสงบ เพื่อความบริสุทธิ์ของจิตใจ ซึ่งชาวพุทธนิยมสวดกันเฉพาะตนตามบ้าน ตามที่อยู่ หรือในที่อันสงบสงัดเป็นส่วนตัว
ส่วนพวกกบฎผีบุญนั้นไม่ได้สวดในลักษณะนี้ แต่สวดเพื่อการอย่างอื่น เช่น การจัดชุมนุมเพื่อคุ้มครองป้องกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา
เพื่อขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ มิได้เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อความสงบ เหมือนกับการสวดมนต์ในพระพุทธศาสนา
ประเภทที่สี่ เป็นการสวดสาธยายธรรม นั่นคือการอัญเชิญพระสูตรมาสวดในท่ามกลางสงฆ์ คือพระสงฆ์รูปหนึ่งเป็นผู้สวด
และพระสงฆ์ซึ่งประกอบขึ้นเป็นองค์สงฆ์แล้วรับฟัง การสวดลักษณะนี้เป็นการสวดสาธยายเพื่อการศึกษา เพื่อการพิจารณาพระธรรม เสมือนดั่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมต่อหน้าสงฆ์
ส่วนพวกกบฎผีบุญนั้นอ้างว่าสวดธรรมจักกัปปวัตนสูตรและเป็นการชุมนุมสวดเป็นล้าน ๆ จบ ซึ่งคนทั้งปวงย่อมตั้งความสงสัยว่าจริงหรือไม่จริง และถ้าจริงก็ผิดพระวินัย
เพราะพระสูตรนั้นจะสวดพร้อมกันตั้งแต่สองรูปขึ้นไปไม่ได้ เหตุผลก็คือไม่มีคนฟัง และอาจจะแตกต่างกันจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นพุทธวจน
ถ้าจะสังเกตเรื่องการสวด ก็สามารถจำแนกแยกแยะได้ด้วยประการต่าง ๆ ที่พรรณนามานี้
ประการที่สี่ เกี่ยวกับเรื่องการนั่งสมาธิ
ในพระพุทธศาสนานั้นการนั่งสมาธิเป็นไปเพื่อการศึกษาอบรมและปฏิบัติทางจิต เพื่อการปล่อยปละละวาง เพื่อความสงบ เพื่อความว่าง เพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อความดับทุกข์และนิพพาน
ซึ่งเป็นแบบแผนวิธีการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนและวางแบบแผนไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
ส่วนพวกกบฎผีบุญนั้น ที่เรียกว่านั่งสมาธินั้นไม่ใช่สมาธิในพระพุทธศาสนาเพราะเป็นการนัดชุมนุมกันมานั่งในที่อันไม่สงบ ไม่สงัด ไม่วิเวก
ไม่ได้เป็นการนั่งเพื่อความสงบ เพื่อความสงัด เพื่อความวิเวก เพื่อการปล่อยปละละวาง เพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อความดับทุกข์หรือพระนิพพาน
แต่เป็นการกระทำเพื่อลวงโลกแล้วหลอกลวงว่านั่นคือสมาธิ ซึ่งไม่มีสมาธิอะไรเกิดขึ้นแม้แต่น้อย เป็นแค่การแสดงอย่างหนึ่ง
ซึ่งการแสดงแบบนั้นตอไม้หรือจอมปลวกยังน่านับถือกว่า เพราะนิ่งกว่า เฉยกว่า และไม่ได้มีเจตนาที่ทุศีลใด ๆ
ด้วยสี่ประการนี้จะสามารถใช้เป็นเส้นแบ่งในการจำแนกแยกแยะระหว่างพุทธศาสนากับกบฎผีบุญได้อย่างง่ายดาย.

จากเพจ: Paisal Puechmongkol

แฉบีบีซีไม่ใช่สำนักข่าวแต่เป็นล้อบบี้ยิสต์-หวังทำลายรัฐบาลไทยช่วงเปลี่ยนผ่าน

แฉ BBC ไม่ใช่สำนักข่าวแต่เป็นล้อบบี้ยิสต์-เป็นกระบอกเสียงรัฐบาลอังกฤษและกลุ่มผลประโยชน์มาตั้งแต่ปี 1922 เพื่อล่าอาณานิคม ในประเทศไทยช่วงเปลี่ยนผ่านหวังทำลายรัฐบาลไทยด้วยการเสนอ Fake news
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2016 เว็บไซต์ข่าว The New Atlas เสนอข่าวว่า BBC ไม่ใช่สำนักข่าวและไม่เคยเป็น เพราะคนพวกนี้เป็นเพียงแค่ล็อบบี้ยิสต์เป็นพวกผีโม่แป้ง ทำทุกอย่างได้เพื่อเงิน ต้องปฏิบัติกับพวกเขาเป็นล็อบบี้ยิสต์ ไม่ใช่สื่อมวลชน (The BBC is NOT a news organization! It should not be treated as one. They are lobbyists, treat them like lobbyists.)
The New Atlas รายงานว่า BBC เป็นกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1922 ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อการแสวงหาความจริง แต่ตั้งขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของจักวรรดินิยมอังกฤษและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆที่เกี่ยวข้องในการล่าอาณานิคม
ในประเทศไทย นายโจนาธาน เฮด และ แก๊งค์สื่อต่างชาติสโมสรนักข่าวต่างประเทศในไทย(FCCT) นั้นมีหลักฐานเชิงประจักษ์หลายครั้งที่พบว่าการทำงานของคนพวกนี้ ทำตัวเป็นล็อบบี้ยิสต์ บิดเบือน ปลุกปั่น โกหกหลอกลวงๆ ประเด็นต่างๆ เพื่อโจมตีประเทศไทย โดยใช้คำว่า “สื่อมวลชน” บังหน้า
แต่การรายงานข่าวของคนพวกนี้ไม่มีความตรงไปตรงมาและมีวาระซ่อนเร้น เพราะรับเงินมาจากรัฐบาลสหรัฐและกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป โดยทำงานประสานไปกับ NGO จอมปลอม ที่มีแหล่งทุนเดียวกันด้วย ไม่ว่าจะเป็น NED ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และกองทุนเปิดสังคม (Open Society) ของ จอร์จ โซลอส โดย BBC ใช้คำว่าสื่อมวลชน ทำมาหากินและสร้างความสับสนให้กับประชาชน
ปัจจุบัน บีบีซีทำหน้าที่เป็นธุระในการโฆษณาชวนเชื่อมุ่งเป้าไปที่การลอบทำลายรัฐบาลไทย โดยจงใจเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จเพื่อสร้างความสงสัย (ให้แก่ผู้อ่าน)ในระหว่างที่มีการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญของประเทศไทย
“คนไทยและคนทั่วโลก ควรรับรู้ว่าเรื่อง “ข่าวปลอม” (Fake news) ที่มีการพูดตอนนี้นั้น BBC คือ ตัวอย่างที่ดีทีสุด ในการสร้าง “Fake news” มาอย่างยาวนาน รวมทั้งการโฆษณาชวนเชื่อหลอกหลวงของ BBC และเครือข่ายสื่อตะวันตกล็อบบี้ยิสต์ ทำให้เกิดสงครามและมีคนตายเป็นล้านคน”รายงานสรุป
สำหรับภาษาอังกฤษพาดหัวว่า The BBC is NOT a news organization! It should not be treated as one. They are lobbyists, treat them like lobbyists.
"The British Broadcasting Corporation (BBC) is British propaganda that has, since 1922, served the interests not of objectivity and truth, but of the British Empire and the special interests that constitute it."
"The BBC's Jonathan Head in Thailand specifically, has tampered with evidence, committed fraud regarding the FCCT's funding and commits fraud each and every time he and his network presents lobbying as journalism. The BBC in Thailand, along with other members of the FCCT, work ceaselessly to lend credibility to US and European government funded fronts posing as "nongovernmental organisations" (NGOs). It is yet another example of how the BBC abuses journalism to perpetuate fraud and confusion.
Both Thais, and the global public abroad should be aware that as talk of "fake news" circulates, organisations like the BBC could easily be considered as one of the original "fake news" networks."
รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านต่อได้ที่
The BBC is NOT a news organization! It should not be treated as one. They are lobbyists, treat them like lobbyists.

http://www.thenewatlas.org/2016/12/the-bbc-is-not-news-organisation-and....

จาก ไทยทริบูร (Thai Tribune) : Last updated: 8 ธันวาคม 2559 | 20:35

บีบีซีไทย

บีบีซีไทย อยู่ภายใต้กฎหมายไทย
จะอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้
ถ้าทำผิดต้องถูกดำเนินคดี
จะอ้างสื่อไหนๆมาขู่ประเทศไทยและคนไทยไม่ได้
คนไทยไม่ใช่ทาสไม่ยอมให้ใครมาล่วงละเมิดเจ้าเหนือหัวของเรา
เมืี่อถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายแล้วหลบหนีไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม จะต่างอันใดกับอาชญากร
ไปไกลๆเลย ไม่ต้องกลับมาอีก
เราสามารถอยู่กันได้
แผ่นดินจะสูงขึ้น
ต่อไปยังต้องจับตาสื่อขี้ข้ารับเงินมหาโจรต่างชาติมาทำลายไทย และสื่อขี้ข้าจอมเสี้ยมอีกราย ว่าจะมีชะตากรรมและวิบากกรรมอย่างไร
ใครเป็นญาติมิตรครอบครัวน่าจะเตือนให้หยุดหรือถอยออกมาจะเป็นสิริมงคลกว่าทำร้ายบ้านเมืองนะครับ

จากเพจ Paisal Puechmongkol 9/12/2559

ตรวจสอบการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ

Pages

Subscribe to สววท. RSS