เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็ม "คดีครูแพะ" ทำไมเธอถึงติดคุก ?

เปิดคำพิพากษาคดี "ครูแพะติดคุกฟรี" ฉบับเต็ม ๆ

http://hilight.kapook.com/view/147832

จอร์จ โซรอสยอมรับสภาพ


อาทิตย์ที่แล้ว มีข่าวออกมาว่า
๑.รัฐบาลฮังการีประกาศขับองค์กร NGOs ที่อยู่ในเครือข่ายรับทุนจากองค์กรของจอร์จ โซรอส
๒.รัฐบาลฮังการีประกาศเพิกถอนสัญชาติของจอร์จ โซรอสจากฮังการี
วันนี้ จอร์จ โซรอสออกมายอมรับชะตากรรมแล้วว่าโดนัลด์ ทรัมป์กำลังมาแทนที่มนุษย์สำรวยแมนหุ่นเชิดกลุ่มทุน
อย่างบารัค โอบามา
นั่นแปลว่าแผนครองโลกที่เรียกว่า
One World Government (รัฐบาลโลกรัฐบาลเดียวที่มีอเมริกาเป็นผู้นำ),
One World Order (ระเบียบโลกระเบียบเดียว) และ
One World Currency (เงินตราโลกเพียงสกุลเดียว) คงพังยับไปต่อหน้าต่อตา แปลว่าถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีตามขั้นตอน จอร์จ โซรอสคงถูกรัฐบาลทรัมป์จัดการเช่นกัน
นอกจากจอร์จ โซรอสจะเป็นเปรตในคราบคนแล้ว เขายังมีลูกชายคนหนึ่งซึ่งสืบอุปนิสัยใจคอจากเขาไปทั้งหมด แถมยังมีคนพรรณาว่ามีนิสัยเลวร้ายกว่าจอร์จ โซรอสเสียอีก อีกสักพัก เมื่อพฤติกรรมแย่ๆ มีมากขึ้น เดี๋ยวท่านก็จะรู้จักชื่อเขาเองครับ

http://yournewswire.com/george-soros-doomed-trump-coming/

ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์
๑๕ มกราคม ๒๕๖๐

สถานีโทรทัศน์ NB TV จัดซื้อรถวีลแชร์ มอบให้กับผู้พิการ

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2560
นายนิคม บุญวิเศษ ประธานบริหาร สถานีโทรทัศน์ NB TV
ได้มอบให้ตัวแทน นำเงินบริจาค จำนวน 20,000 บาท
มอบให้กับ มูลนิธิคนพิการไทย จังหวัดนนทบุรี
ในการจัดซื้อรถวีลแชร์ มอบให้กับผู้พิการ





กิจกรรมงานวันเด็ก

บริษัท บุญวิเศษ คอร์ปอร์เรชั่น กรุ๊ป จำกัด , สถานีโทรทัศน์ NB TV และ บริษัท เอ็นดีเฮิร์บ จำกัด
โดยคุณนิคม บุญวิเศษ ได้จัดเตรียมของขวัญ เพื่อมอบให้กับเด็กๆ ในงานวันเด็ก 14 มกราคม 2560






ฮังการีประกาศกวาดล้างกลุ่ม NGO ที่รับเงินสนับสนุนจากจอร์จ โซรอส-แนะนานาชาติร่วมลงมือ


เขาเฉดหัวมันทั่วโลกที่เมืองไทยจะเอาอย่างไรกับองค์กรขี้ข้าที่รับจ้างมาทำลายประเทศไทย

รัฐบาลฮังการีประกาศกวาดล้างกลุ่ม NGO ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากจอร์จ โซรอสตอบรับดอนัลด์ ทรัมพ์ ขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ เรียกร้องให้รัฐบาลนานาชาติลงมือกับกลุ่มรับเงินจากโซรอสระบุกลุ่มรับเงินจากต่างประเทศเข้ามาดำเนินการทางการเมือง

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2017 ว่ารัฐบาลฮังการีเตรียมที่กวาดล้างกลุ่มเอ็นจีโอที่ได้รับเงินสนับสนุนจากนายจอร์จ โซรอส โดยฮังการีเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปประกาศว่าจะใช้เครื่องมือทุกชนิด“กวาดล้าง” กลุ่ม NGO เหล่านี้ให้หมดไป

นายซิลลาร์ด นีเมธ รองประธานพรรคฟิเดซ (Fidesz) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในปัจจุบันระบุว่ากลุ่มเอ็นจีโอที่ได้รับการสนับสนุนเงินจากนายโซรอสเข้ามาดำเนินการเรื่องการเงินรวมทั้งให้การสนับสนุนทางการเมืองในประเทศต่างๆโดยอ้างว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาการเมืองระดับชาติ

ผู้สื่อข่าวบลูมเบิร์กนิวส์ติดต่อของสัมภาษณ์ไปยังเจ้าหน้าที่ของสถาบันสังคมเปิด (Open Society Institute) แห่งกรุงบูดาเปสต์ซึ่งเป็นสถาบันโดยตรงของนายจอร์จ โซรอส ปรากฎว่าไม่มีใครรับสายอาจเป็นเพราะในช่วงนั้นไม่ใช่เวลาทำงานก็ได้

สำนักข่าว MTI ของทางการฮังการีรายงานเพิ่มเติมว่านายนีเมธให้สัมภาษณ์ว่า “ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสดีสำหรับนานาชาติ (ที่จะดำเนินการ)” หลังจากที่นายดอนัลด์ ทรัมพ์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ

รายงานข่าวเปิดเผยว่ารัฐสภาฮังการีเตรียมดีเบตร่างกฎหมายที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปตรวจสอบการเงิน(audit) ของฝ่ายบริหารกลุ่มเอ็นจีโอที่ได้รับเงินสนับสนุนจากนายจอร์จ โซรอส

บลูมเบิร์กรายงานว่าเป็นที่ทราบกันดีว่านายวิคเตอร์ ออร์แบน (Viktor Orban) นายกรัฐมนตรีฮังการี เป็นผู้นำอียูประเทศแรกที่ประกาศให้การสนับสนุนนายดอนัลด์ ทรัมพ์ นับตั้งแต่การรณรงค์หาเสียงของนายทรัมพ์ โดยไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ของสมาชิกอียูประเทศอื่น รวมทั้งฝ่ายบริหารของรัฐบาลบารัค โอบามา

ทั้งนี้รัฐบาลของนายออร์แบนได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นรัฐที่ไม่มีอิสรภาพเหมือนเช่นประเทศรัสเซีย,จีนและตุรกี

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2014 นายออร์แบนเคยสั่งการให้ตรวจสอบกองทุนที่ได้รับการสนับสนุนเงินจากนอร์เวย์ การสอบสวนพบว่ากลุ่มสิทธิพลเมืองต่างๆที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศนั้นนำเงินเข้ามาดำเนินงานทางการเมือง โดยจ่ายให้กับกลุ่มแอคทิวิสต์ทางการเมืองในประเทศ (paid political activists)

นายออร์แบนและฝ่ายบริหารของเขาระบุเสมอว่ากลุ่มเอ็นจีโอที่ได้รับเงินสนับสนุนจากนายจอร์จ โซรอส จะมอบเงินแก่กองค์กรต่างๆในประเทศยุโรปตะวันออกที่เคยเป็นประเทศคอมมิวนิสต์มาก่อน เพื่อสนับสนุนให้เป็นประชาธิปไตยในประเทศนั้นๆ

นายดอนัลด์ ทรัมพ์ เคยวิจารณ์นายจอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีวัย 86 ปี ปัจจุบันเขาเป็นชาวยิวฮังกาเรียน-อเมริกันว่านายโซรอสเป็นผู้พยายามจัดโครงสร้างแห่งอำนาจของโลก ด้วยการพยายามเข้าไปรับผิดชอบด้วยการตัดสินใจในนโยบายเศรษฐกิจ (ของประเทศต่างๆ) มีการปล้นกลุ่มแรงงาน,เข้าไปทำลายความมั่งคั่งของสหรัฐด้วยการนำเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง,บรรษัทใหญ่ๆและพรรคการเมือง

นายทรัมพ์เคยทำโฆษณาก่อนการเลือกตั้งให้เห็นภาพของนายโซรอสกับนางเจเนต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐและนายลอยด์ แบลงก์ฟิลด์ ซีอีโอกลุ่ม Goldman Sachs Group Inc. ทั้ง 3 คนเป็นยิว ขณะที่กลุ่ม The Anti-Defamation League ระบุว่าโฆษณาชิ้นนี้เป็นการต่อต้านชาวยิวโดยตรง

นายจอร์จ โซรอส เคบมอบเงิน 8 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการหาเสียงให้กับนางฮิลลารี คลินตัน ผู้แทนของพรรคเดโมแครตลงชิงชัยประธานาธิบดีสหรัฐ

รัสเซียขับกองทุนจอร์จ โซรอสออกจากประเทศ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2015 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ารัฐบาลรัสเซียได้สั่งยุติการดำเนินงานของกองทุนต่างๆที่ทำในนามของนายจอร์จ โซรอส เพื่อสนับสนุนประชาธิปไตยด้วยเหตุผลว่ากองทุนเหล่านี้เข้ามาทำให้ความมั่นคงของรัสเซียสั่นคลอนทั้งในแง่ของประเทศและรัฐธรรมนูญของรัสเซีย

จากคำแถลงของสำนักอัยการสูงสุดรัสเซียระบุว่าองค์กรการกุศล 2 แห่งอันเป็นเครือข่ายของนายโซรอสประกอบด้วย Open Society Foundations (OSF) และ Open Society Institute (OSI) จะต้องระงับการดำเนินการในฐานะเป็นกลุ่ม NGO ต่างประเทศเพราะการดำเนินงานไม่เป็นที่ปรารถนาของรัฐบาลรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้ามาเป็นตัวข่มขู่ความมั่นคงทางรากฐานของรัฐและของรัฐธรรมนูญรัสเซีย

นายโซรอสรู้จักกันในนามของผู้ก่อตั้ง Soros Fund Management ด้วยการจัดตั้งกองทุน OSF มีเป้าหมายเพื่อนำประเทศคอมมิวนิสต์ต่างๆเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งในปัจจุบันเป็นกองทุนที่มีเป้าหมายเปลี่ยนโลกนี้เป็นระบอบประชาธิปไตยทั้งหมด

ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2015 กองทุน OSF ได้รับข่าวว่ารัฐบาลรัสเซียจะสั่งห้ามการดำเนินการใดๆในรัสเซียเพราะมีลักษณะของการก้าวร้าวต่อรัสเซีย

ต่อมาเมื่อเดือนตุลาคม 2015 กองทุนของนายซอโรสก็มีปัญหากับประเทศฮังการีประเทศแผ่นดินเกิดของเขาเอง (นายโซรอส ปัจจุบันเป็นฮังกาเรียน-อเมริกันหรือแปลงสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกัน)โดยรัฐบาลฮังการีกล่าวหาว่านายโซรอสสนับสนุนคนอพยพเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย

นายโซรอสเองวิจารณ์ว่ารัฐบาลฮังการีดูแลผู้อพยพไม่ดี อีกทั้งยังแนะนำว่ารัฐบาลฮังการีควรจ่ายเงินให้กับผู้อพยพปีละ 16,000 ดอลลาร์ต่อหัวเพื่อใช้เป็นค่าที่พัก,ค่ารักษาสุขภาพและค่าเล่าเรียน

จากเพจ:Paisal Puechmongkol
และ
http://www.siammanussati.com/%E0%B8%AE%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%...

นายตำรวจเดนมาร์คสละชีพปกป้องเมืองลำปาง! ขณะคนมีหน้าที่รักษาบ้านเมืองตัวเองกลับถอดเครื่องแบบหนีโจรปล้นเมือง!!


เด็กหนุ่มจากเดนมาร์ค วัยเพิ่ง ๒๔ ปี สละยศร้อยตรีทหารเดนมาร์ค ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นตำรวจไทยสมัย ร.๕เมื่อเกิดกบฏเงี้ยวเข้าปล้นเมืองแพร่
ฆ่าเจ้าเมืองและข้าราชการอย่างโหดเหี้ยม จากนั้นมุ่งเข้าปล้นเมืองลำปางต่อ ความอัมหิตของเงี้ยวทำให้ข้าราชการแม้แต่ทหารตำรวจ
ที่มีหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองของตัวเองกลับพากันถอดเครื่องแบบหนี แต่นายตำรวจหนุ่มต่างชาติไม่ยอมละทิ้งหน้าที่ที่รับมอบมา
ตั้งป้อมสู้ตามหลักยุทธศาสตร์จนเงี้ยวแตกกระเจิง แต่ชะล่าใจไปหน่อยตอนไล่ล่า ถูกซุ่มยิงจนเสียชีวิต ทิ้งแม่แก่ๆที่พึ่งค่าเลี้ยงดูจากลูกไว้ที่บ้านเกิด
สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจึงทรงพระมหากรุณาส่งเงินยังชีพเลี้ยงดูแทนตลอดชีวิต

ชีวิตที่น่าทึ่งในประวัติศาสตร์ผู้นี้ มีชื่อว่า แฮนส์ มาควอร์ด เย็นเซ็น ซึ่งได้รับการชักชวน
จาก นายพันโทพระวาสุเทพ (G.Schau) ชาวเดนมาร์คด้วยกัน
ซึ่งเข้ามาเป็นเจ้ากรมตำรวจภูธร และถูกส่งไปเป็นครูฝึกตำรวจภูธรที่นครเชียงใหม่ มียศนายร้อยเอก

ตอนเกิดกบฏเงี้ยวในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๕ พวกเงี้ยวซึ่งเป็นคนที่อพยพมาจากรัฐฉาน ซึ่งมีทั้งไทยใหญ่และพม่า เกิดความไม่พอใจในการปฏิบัติของข้าราชการไทย
ได้บุกเข้ายึดเมืองแพร่ ฆ่าเจ้าเมืองและข้าราชการตายหลายคน จากนั้นก็ได้ใจจะไปยึดเมืองลำปางต่อ พอมีข่าวว่าเงี้ยวจะมาลำปาง ทั่วทั้งเมืองก็พากันขวัญกระเจิง กลัวความโหดเหี้ยมอำมหิตของเงี้ยว

นายร้อยเอกเย็นเซ็นได้รับคำสั่งจากข้าหลวงใหญ่นครเชียงใหม่ ให้คุมตำรวจ ๕๐ นายเดินทางไปช่วยลำปาง การที่เชียงใหม่ส่งกำลังตำรวจไปให้แค่นั้น
ก็เพราะไม่แน่ใจว่าเงี้ยวทางเชียงใหม่จะลุกฮือขึ้นเหมือนกันหรือเปล่า

ร้อยเอกเย็นเซ็นเดินทาง ๔ วันถึงลำปาง และประสานงานกับ หลุยส์ ที เลียวโนเวนซ์ ลูกชายของแหม่มแอนนา ครูสอนภาษาอังกฤษในราชสำนักสมัยรัชกาลที่ ๔
ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯให้ทำป่าไม้สักที่ลำปาง และเกณฑ์ผู้คนมาตั้งรับมือเงี้ยวอยู่ก่อนแล้ว
แต่ร้อยเอกเย็นเซ็นพบว่าคนของหลุยส์ล้วนแต่เป็นชาวบ้าน ไม่สันทัดในการสู้รบ จึงให้ช่วยทำป้อมบังเกอร์ที่หัวถนนใหญ่ตอนเข้าเมืองไว้ทุกด้าน

ในวันที่ ๔ สิงหาคม หลังจากที่ร้อยเอกเย็นเซ็นมาถึงลำปางได้ ๖ วันพวกเงี้ยวก็มาถึง ด้วยความฮึกเหิมที่มีชัยมาตลอด ประกาศว่าจะฆ่าเฉพาะข้าราชการไทยเท่านั้น
และยังมีเงี้ยวจากเมืองลอง เมืองสอง สมทบมาด้วยมีกำลังถึง ๔๐๐ คน หลายคนสักยันต์เต็มตัวดำมืดตั้งแต่คอจรดข้อเท้า เชื่อมั่นว่าอยู่ยงคงกะพันยิงฟันไม่เข้า
เดินดาหน้าเข้ามาเต็มถนนด้วยความลำพองใจ ตำรวจของนายร้อยเอกเย็นเซ็นที่ซุ่มอยู่ในบังเกอร์จึงเลือกยิงเอาตามสบาย พวกเงี้ยวก็ไม่กลัวตาย
ดาหน้าเข้ามาเป็นศพแล้วศพเล่า พยายามอยู่ ๒ ชั่วโมงก็ไม่สามารถาฝ่าด่านได้ จึงต้องยอมถอยไป โดยตำรวจไทยของนายร้อยเอกเย็นเซ็นไม่มีใครเป็นอันตรายแม้แต่คนเดียว แต่เหลือกระสุนคนละ ๕๐ นัดเท่านั้น

ส่วนด้านอื่นๆ ปรากฏว่าทหารตำรวจส่วนใหญ่และข้าราชการ พากันถอดเครื่องแบบหนีกันไปก่อนเงี้ยวจะมาถึงแล้ว เคราะห์ดีที่ไม่มีการโจมตีทางด้านนั้น

เมื่อมีข่าวว่าเงี้ยวจะเข้าโจมตีอีกในวันรุ่งขึ้น ร้อยเอกเย็นเซ็นจึงให้อพยพเจ้าหลวงกับสตรีและเด็ก พร้อมขนเงินในคลังไปอยู่ที่บ้านของหลุยส์ ที เลียวโนเวนส์
เพราะพอมีกำลังคุ้มกันได้ ส่วนที่ยังขนไม่หมดก็จัดตำรวจเฝ้าไว้ แต่เมื่อไปขนอีกเที่ยว ก็พบว่าตำรวจที่เฝ้าหายตัวไป เงินในคลังถูกปล้นไปหมด เมืองทั้งเมืองเป็นเมืองร้าง
ร้อยเอกเย็นเซ็นทราบว่ามีตำรวจจำนวนหนึ่งกำลังเดินทางหนีไปเชียงใหม่ จึงขี่ม้าไปตามนำกับมาได้ ๕๐ คน แต่รุ่งขึ้นก็ไม่มีการโจมตีจากเงี้ยวอีก คงเข็ดขยาดที่ตายกันเป็นเบือ

หลังจากพ่ายแพ้อย่างยับเยินไปแล้ว พวกเงี้ยวได้รวบรวมกำลังคนก่อกำเริบขึ้นอีกในต้นเดือนตุลาคม ยกกำลังจากเชียงคำเข้าพะเยาและงาว มีจุดหมายจะเข้าปล้นลำปางอีก

พระยาอนุชิตชาญชัย แม่ทัพที่ลำปาง ได้สั่งให้นายร้อยเอกเย็นเซ็นคุมตำรวจภูธร ๘๐ นายไปปราบเงี้ยวที่พะเยา และให้ทหาร ๔๐๐ คนตามไปในวันรุ่งขึ้น

นายร้อยเอกเย็นเซ็นไปถึงบ้านแม่กาในวันที่ ๑๔ ตุลาคม พอข้ามน้ำแม่กาไปก็พบเงี้ยวจากพะเยา ขุดสนามเพลาะริมฝั่งห้วยเกี๋ยงที่ไหลลงสู่แม่น้ำแม่กาเตรียมรับอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายได้ยิงเข้าใส่กัน
ฝ่ายไทยยิงเงี้ยวตายไป ๑๐ คน บาดเจ็บมีรอยเลือดไปตามรายทางอีกมาก นายร้อยเอกเย็นเซ็นปักหลักอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ห่างจากสะพานข้ามห้วยเกี๋ยงราว ๓๐๐ เมตร
พวกเงี้ยวได้คืบคลานมาตามพงหญ้า แล้วลอบยิงนายร้อยเอกเย็นเซ็นถูกอกซ้ายถึง ๓ นัดเสียชีวิตตรงนั้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯรับสั่งถึงการตายของนายร้อยเอกเย็นเซ็นในวัย ๒๔ นี้ว่า

“แต่ที่จริงซึ่งนายร้อยเอกเย็นเซ็นตายนี้เหนจะเปนด้วยกล้าเกินไป อย่างเช่นเคยสำแดงเดชมาแล้ว คือชักดาบออกวิ่งหน้าทหารอย่างทหารฝรั่ง
แต่ไอ้พวกนี้มันสนัดแอบยิง ซุ่มยิง คราวก่อนข้างฝ่ายเงี้ยวเปนผู้มาตีในที่แจ้ง คราวนี้อยู่ในสนามเพลาะ เราเปนผู้ไปตีอยู่ในที่แจ้ง แต่ไม่ปรากฏว่าฝ่ายเรามีผู้ใดตาย นอกจากนายร้อยเอกเย็นเซ็นคนเดียว”

ศพของนายร้อยเอกเย็นเซ็นมีการประกอบพิธีอย่างสมเกียรติ ในฐานะวีรบุรุษผู้ปกป้องเมืองลำปาง
โดยมีทั้งพิธีพุทธและพิธีคริสต์แล้ว จึงนำไปฝัง ณ สุสานอเมริกันในเมืองลำปาง โดยมีแท่งศิลาและป้ายจารึกไว้ว่า

“นายร้อยเอกเย็นเซ็น ชาวเดนมาร์ค อายุ ๒๔ ปี เปนตำรวจภูธรมณฑลพายัพ ถึงแก่กรรมเวลาต่อสู้กับผู้ร้ายเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ศก ๑๒๑ ที่ตำบลบ้านแม่กา แขวงเมืองพะเยา”

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๒๑ สุสานนี้ถูกปิดเพื่อนำพื้นที่ไปใช้อย่างอื่น ศพถูกย้าย จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ กงสุลอังกฤษประจำเชียงใหม่
ได้ย้ายเฉพาะแท่งศิลาเหนือหลุมฝังศพไปยังสุสานชาวต่างประเทศที่เชียงใหม่ มีคำจารึกเป็นภาษาอังกฤษ ไว้ว่า

อนุสาวรีย์
ของ
แฮนส์ มาควอร์ด เย็นเซ็น
นายร้อยเอกในกองตำรวจภูธร
เกิดในเดนมาร์ค ๑๘๗๘
เสียชีวิตโดยโจร ที่บ้านแม่กา พะเยา
เมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๑๙๐๒

และสถานที่ซึ่งนายร้อยเอกเย็นเซ็นเสียชีวิตที่ห้วยเกี๋ยง บ้านแม่กา ใต้พะเยาลงมา ๑๑ ก.ม. ตรงหลัก ก.ม.ที่ ๗๒๕.๖ จากกรุงเทพฯ ห่างจากถนนไป ๑๐๐ เมตร
ก็มีอนุสาวรีย์ของร้อยเอกเย็นเซ็นด้วยเช่นกัน

กรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ พระอนุชา ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯถึงการเสียชีวิตของนายร้อยเอกเย็นเซ็น ซึ่งมีแม่ชราที่ต้องส่งเสียเลี้ยงดูอยู่ที่เดนมาร์ค
เพราะพ่อเพิ่งเสียชีวิต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเบี้ยยังชีพปีละ ๓,๐๐๐ บาทให้แก่แม่ของนายร้อยเอกเย็นเซ็น จนกระทั่งถึงแก่กรรมใน พ.ศ. ๒๔๘๑ สมัยรัชกาลที่ ๘

ในปี พ.ศ.๒๔๔๙ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังทรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระยุพราช
ได้เสด็จประพาสมณฑลพายัพ ทรงพระราชนิพนธ์โคลง ๔ สุภาพ ๒ บท ในลิลิตพายัพ สดุดีวีรกรรมของนายร้อยเอกเย็นเซ็น ไว้ว่า

ตอนบ่ายขับม้าผ่าน แลเห็น
ที่ตำรวจร้อยเอกเย็น เซ่นม้วย
เพราะไล่รุกเงี้ยวเปน สามารถ
สนองเดชภูเบศวร์ด้วย ชีพครั้งจำเปน
เย็นเซ่นเดนมาร์คเชื้อ ชาติไฉน
สวามิภักดิ์ตราบบรรลัย ชีพได้
ควรเราที่เปนไทย จำเยี่ยง
ผิวะเหตุโอกาสไซร้ เกิดแล้วไป่สยอง

http://manager.co.th/OnlineSection/ViewNews.aspx?NewsID=9600000003268

โดย โรม บุนนาค
11 มกราคม 2560 11:45 น

ชีวิตพัง สังคมรังเกียจ! “ครูจอมทรัพย์” แพะรับบาป ขอทวงคืนความจริง!


ความยุติธรรมอยู่แห่งใด! จับครูผู้บริสุทธิ์ยัดคุก 1 ปี 6 เดือน ในคดีขับรถชนคนตาย เพราะตำรวจจำทะเบียนรถคลาดเคลื่อน สับสนจังหวัด เปลี่ยนแปลงสำนวนฆาตกรจาก “ผู้ชาย” กลายเป็น “ผู้หญิง”
รถที่ชนคนตายเป็นสีเขียว แต่รถของครูผู้บริสุทธิ์เป็นสีน้ำตาลบรอนซ์! แม้จะพ้นโทษออกจากคุกแล้วแต่ครูก็ยืนหยัดสู้ต่อเพื่อทวงคืนความจริง กระทั่งคนผิดที่ชนคนตายตัวจริงโผล่ยอมรับสารภาพ
สังคมถามหาความรับผิดชอบจากตำรวจผู้ทำคดี และบทลงโทษ เพราะคุณได้ทำชีวิตครูคนหนึ่งพังย่อยยับไปเรียบร้อยแล้ว

สุดช้ำ! หลักฐานพยานชี้ชัดบริสุทธิ์ แต่ต้องติดคุก

จอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สกลนคร วัย 54 ปี ผู้รับราชการครูมา 31 ปี เป็นที่เคารพนับถือในโรงเรียน ถูกศาลตัดสินจำคุก 3 ปี 2 เดือน
ในคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เมื่อปี 2548 และถูกจำคุกเมื่อปี 2556 ก่อนได้รับอภัยโทษออกมาเมื่อปี 2558 รวมเวลาอยู่ในคุก 1 ปี 6 เดือน กับใจที่แสนจะบอบช้ำ

ย้อนไปในคืนวันที่ 11 มีนาคม 2548 เวลาประมาณ 20.00 น. สภ.เรณูนคร จ.นครพนม ได้รับแจ้งว่ามีรถชนคนขี่จักรยานตาย ตำรวจ สภ.เรณูนคร
จึงไปเช็กทะเบียนรถ จำได้เพียงว่า ทะเบียน บค 56 แต่จำจังหวัดไม่ได้ จึงสุ่มมาที่ขนส่งสกลนครเพื่อถามหาทะเบียน บค 56
จากนั้นจึงส่งหมายเรียกมาหาครู ผู้เป็นเจ้าของรถ บค 56 สกลนคร รถสีน้ำตาลบรอนซ์ ทั้งที่ครูยืนยันว่า ในวันที่ 11 มี.ค.
วันเกิดเหตุ รถจอดอยู่ที่บ้าน ขณะเกิดเหตุกำลังพักผ่อนนอนดูทีวีอยู่กับครอบครัวที่ จ.สกลนคร ยืนยันไม่เคยขับรถชนคนตาย

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9600000003514

โดย ผู้จัดการรายวัน
11 มกราคม 2560 19:13 น

ทรัมปป์ด่า CNN สื่อจอมปลอม

Trump slams BuzzFeed as 'failing pile of garbage,' rejects CNN question over 'fake' report

คลิกฟังรายละเอียด
https://youtu.be/1IDF-8khS3w

การแก้ปัญหารถตู้แบบนโปเลียน

การแก้ปัญหารถตู้แบบนโปเลียน
โดย สิริอัญญา
วันพุธที่ 11 มกราคม 2560
มาถึงวันนี้ปัญหาของรถตู้บริการสาธารณะได้เป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของประเทศชาติ ที่สะท้อนออกจากอุบัติเหตุรถยนต์ที่มีจำนวนสูงที่สุด
โดยในแต่ละปีมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก อาจจะไม่น้อยกว่าการตายในสงครามซีเรียและอิรักด้วยซ้ำไป
ในจำนวนผู้เจ็บตายจากอุบัติเหตุรถยนต์นั้นส่วนใหญ่เป็นเหตุที่เกิดมาจากรถตู้บริการสาธารณะ ทั้งเป็นรถตู้สาธารณะที่วิ่งระหว่างเมืองหรือพูดง่ายๆว่าวิ่งระหว่างจังหวัดหรือวิ่งทางไกล และที่วิ่งในเมืองใหญ่ ๆ
ปัญหาที่เจ็บและตายมากก็เกิดจากสามสาเหตุ คือ
ปัญหาแรก สภาพของรถ ที่ตัวรถเองก็มีปัญหา เช่น กระจกไม่ได้มาตรฐาน เมื่อเกิดการกระแทกแตกก็ไม่เป็นเม็ดกระจาย ทำให้เกิดการบาดเจ็บและล้มตายได้โดยง่ายด้วยกระจกแหลมคม
ทั้งการติดกระจกก็เป็นการติดตาย ไม่สามารถเลื่อนได้ เมื่อเกิดเหตุแล้วก็เปิดไม่ออก เป็นเหตุให้ถูกไฟคลอกตายกันทั้งคัน
นอกจากสภาพนั้นแล้วก็เกิดการใช้รถที่หันมาใช้แก๊ส ซึ่งปกติติดถังแก๊สกันถังเดียว แต่เพราะความเห็นแก่ตัวและความไม่พร้อมจึงไม่มีสถานีเติมแก๊สอย่างทั่วถึง หรือราคาเหลื่อมล้ำกัน
ดังนั้นเจ้าของรถจึงติดแก๊สคันละ 2-3 ถัง เมื่อเกิดอุบัติเหตุก็กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือเพราะไม่รู้ว่าถังแก๊สใบไหนจะระเบิดเวลาไหน
ปัญหาที่สอง เกิดจากการใช้รถที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้โดยง่าย เช่น ใช้คนขับที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือทำงานหนักเกินจนต้องกินยาม้า ยาบ้า
หรือยาบำรุงเพื่อให้ทำงานได้เป็นเวลานาน ๆ จนตาค้างหลับนก หลับใน เกิดเหตุตายแล้วก็ไม่รู้ว่าตายด้วยซ้ำไป
นอกจากนั้น ก็เกิดจากการใช้รถไม่บันยะบันยัง ไม่มีการตรวจสภาพรถกันจริง ๆ จัง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด
เช่น ใช้รถจนดอกของยางรถเสื่อมหมดไม่มีเหลือก็ยังดันทุรังใช้กันอยู่ จึงเกิดระเบิดและเกิดอุบัติเหตุได้โดยง่าย
ปัญหาที่สาม เกิดจากการที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรถยนต์จนเกิดการผูกขาดและเกิดความไร้มาตรฐานขึ้นอย่างทั่วด้าน
ดังเช่น สภาพของรถก็ด้อยกว่ามาตรฐานกว่ารถยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ที่มีจำหน่ายขายในประเทศอื่น และมีการผ่อนปรนไม่เอาจริงเอาจังในการอนุญาตให้ประกอบการสาธารณะ
รวมทั้งมีการหย่อนยานในการกำกับควบคุมดูแลผู้ขับขี่จึงมีพวกอ่อนหัดขาดประสบการณ์ หรือกระทั่งไม่มีใบอนุญาตมาขับขี่รถยนต์สาธารณะ
หรือเสพสารเสพติดหรือของมึนเมาจนคุมสติไม่ได้ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ทั้งสิ้น
ถามว่าเหตุใดจึงมีการใช้รถตู้ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นรถตู้ของญี่ปุ่น มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นรถจากเกาหลี และเป็นรถที่มีที่นั่งประมาณ 11 ที่นั่งเท่านั้น
เมื่อนำมาเป็นรถโดยสารก็ต้องดำเนินการกันให้คุ้ม เหตุนี้จึงมีการบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่กำหนดกันโดยทั่วไป เช่นบรรทุกกันถึง 20-25 คนเป็นต้น
ความแออัดยัดเยียดนอกจากเป็นการทำร้ายสุขภาพของประชาชนแล้ว ยังเป็นต้นเหตุสำคัญของความไร้ความปลอดภัย
เหตุที่มีการใช้รถตู้กันเป็นจำนวนมากก็เพราะว่ามีการห้ามนำเข้า ห้ามจดทะเบียนสำหรับรถมินิบัส หรือรถไมโครบัส แม้กระทั่งรถบัสขนาดใหญ่
ถึงหากจะนำเข้าได้ก็ลำบากยากเย็นแสนเข็ญ ด้วยข้ออ้างว่าส่งเสริมการต่อรถในประเทศ และด้วยข้ออ้างเช่นนี้จึงมีปัญหาโดยทั่วไป
กิจการขนส่งสาธารณะซึ่งต้องใช้รถมินิบัสหรือรถไมโครบัสเป็นอย่างต่ำที่สุด หรือแม้การใช้ในการขนส่งผู้คนในเมืองระดับ 25 คน ซึ่งประหยัดกว่ารถตู้ก็ไม่สามารถใช้ได้ เพราะนำเข้ามาจดทะเบียนไม่ได้
แม้กระทั่งรถบัสขนาดใหญ่ก็มีปัญหาดังตัวอย่างปัญหาการขาดแคลนรถบัสของ ขสมก. ซึ่งขาดแคลนยืดเยื้อเรื้อรังมา 7 รัฐบาลแล้ว
ก็ยังเอารถมาวิ่งไม่ได้ ล่าสุดแม้กระทั่งทำสัญญาคุณธรรมเพื่อการนำเข้ารถบัสก็มีปัญหาส่อไปในทางทุจริต จนถูกกรมศุลกากรอายัดรถไว้จนกระทั่งบัดนี้
รวมความว่าประเทศไทยของเรานี้มีปัญหาเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผลประโยชน์รถยนต์ที่เป็นผู้ผลิตรถตู้โดยสาร
ที่เอื้อประโยชนกันจนสุดลิ่มทิ่มประตู จนผู้คนบาดเจ็บล้มตายวายวอดและเกิดความเดือดร้อนในการโดยสารทุกหย่อมหญ้า
ที่สำคัญคือไม่มีใครหน้าไหนที่ยอมแก้ไขเรื่องนี้ ราวกับว่ามีอะไรมัดมือไว้ไม่ให้แก้ไข หรือมีอะไรยัดปากไว้ไม่ให้พูด
ด้วยเหตุนี้ปัญหาเรื่องการผูดขาดรถตู้จึงเป็น 1 ใน 3 เรื่องของปัญหาใหญ่ของชาตินอกจากปัญหาพลังงานและการคอร์รัปชั่นแล้ว
เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว บางพวกก็โยกโย้ว่าการแก้ปัญหานี้ต้องใช้เวลาถึงปี 2562 ซึ่งเป็นการพูดแบบผายลม หาแก่นสารอันใดมิได้
เพราะคำพูดดังกล่าวนั้นสามารถถอดความหมายได้ว่า กูไม่รับผิดชอบโว้ย! เพราะเมื่อถึงเวลานั้น คนที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ก็จะพ้นจากอำนาจหน้าที่ไปแล้ว
ก็น่าแปลกใจว่าในยุคนี้สมัยนี้จะปล่อยให้คนแบบนี้มาผายลมกลางเมืองได้อย่างไร หากเป็นนักมวยก็ควรจะไล่ลงจากเวทีไปได้แล้ว!
อีกพวกหนึ่งก็ออกความคิดเห็นในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยการจะออกกฎหมายในทางเพิ่มโทษอย่างแสนสาหัส จนผู้คนด่ากันทั้งบ้านทั้งเมือง
ที่เอะอะอะไรก็อ้างแต่กฎหมาย คิดจะออกแต่กฎหมาย โดยไม่สำเหนียกเลยว่าหลายเรื่องหลายราวที่วางโทษถึงขั้นประหารชีวิตก็ยังทำผิดกันอยู่
ดังเช่นการทุจริตหรือการใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต หรือการค้ายาเสพติด ล้วนมีโทษประหารชีวิตทั้งสิ้น แต่กฎหมายที่มีโทษสถานหนักเหล่านี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเยียวยาปัญหาการทุจริตหรือปัญหายาเสพติดได้เลย
เรื่องที่ผู้คนด่ากันทั้งบ้านทั้งเมืองอยู่ตรงที่แทนที่จะแก้ปัญหาให้ตรงจุด กลับไปแก้ปัญหาในทางลงโทษชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
เช่น การไปออกมาตรการมากมายกับรถกระบะและรถเก๋ง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอุบัติเหตุรถตู้เลย นี่เรียกว่าเป็นแผลที่หัวแต่ไปรักษาที่ตีน
แล้วมันจะหายได้อย่างไร! คนแก้ปัญหาแบบนี้ถ้าไม่ใช่คนโง่ที่สุดก็จะเป็นคนโกงที่สุดแล้วแกล้งโง่เท่านั้น
สมัยหนึ่งพระเจ้านโปเลียนเผชิญกับปัญหาสับสนอลหม่าน จะแก้ทางไหนก็จะเกิดปัญหากระทบต่อเนื่องไปไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่าไม่ว่าจะแก้ปัญหาทางไหนก็เกิดปัญหาร้ายแรงตามมาทั้งสิ้น
ในขณะที่นโปเลียนคิดแก้ไขปัญหาอยู่นั้น เผอิญไปเห็นกองด้ายกองหนึ่งยุ่งเหยิงไปหมด ก็มีความคิดเปรียบเทียบกับปัญหาที่เผชิญอยู่ว่าจะแก้อย่างไร
คิดไปคิดมานโปเลียนก็ใช้ดาบฟันโครมลงไปบนกองด้ายนั้น และกลายเป็นแนวคิดในการแก้ปัญหา คือตัดปัญหา แล้วปัญหารถตู้จะแก้อย่างไรโดยการตัดปัญหา?
ก็อย่าไปมุ่งแก้ที่รถตู้ แต่แก้ที่เรื่องทั้งหมดที่เป็นเหตุให้มีการใช้รถตู้บริการสาธารณะ นั่นก็คือการผูดขาดและการเอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติที่เป็นเจ้าของโรงงานรถตู้
แล้วจะแก้กันอย่างไร? ก็ตอบว่าถ้าแก้อย่างนี้วันไหน ปัญหารถตู้ก็จะหมดไปในวันนั้น
นั่นคือเปิดให้นำเข้ารถมินิบัสหรือรถไมโครบัสโดยเสรี ไม่ว่าจะนำเข้ามาเพื่อใช้ส่วนบุคคลหรือใช้บริการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งอนุญาตให้นำรถบัสขนาดใหญ่เข้าโดยเสรีด้วย
จะเก็บภาษีอย่างไรก็เก็บกันไป โดยรถที่นำเข้านี้กำหนดว่าต้องใช้น้ำมันหรือไฟฟ้าเท่านั้น คนทั้งหลายซึ่งเห็นประโยชน์ก็จะหันมาใช้รถมินิบัสหรือรถไมโครบัสตามควรแก่กรณีไป ไม่ต้องถูกบังคับให้ต้องซื้อแต่รถตู้เพียงอย่างเดียว
ซึ่งขณะนี้ก็มีผู้เสนอเรื่องนี้กันหลายรายแล้ว แต่ไม่ทันไรองค์กรทาสต่างชาติในคราบเสื้อคลุมนักธุรกิจไทยก็ออกมาชี้เป้าอีกแล้วว่า ถ้าจะนำเข้ารถมินิบัสหรือไมโครบัสก็ต้องใช้วิ่งระหว่างเมืองทางไกลเท่านั้น
จะเป็นขี้ข้าต่างชาติโดยเอาชีวิตคนไทยเป็นเชื้อเพลิงก็ลองดู!

จากเพจ: Paisal Puechmongkol 11 ม.ค. 2560

ปัญหาน้ำท่วมกับกลุ่มผลประโยชน์รถยนต์

ปัญหาน้ำท่วมกับกลุ่มผลประโยชน์รถยนต์
โดย สิริอัญญา
วันอังคารที่ 10 มกราคม 2560
นับแต่ประเทศไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 เป็นต้นมา ก็ได้เลิกล้มยุทธศาสตร์รถไฟที่เคยถูกกำหนดให้เป็นการคมนาคมทางบก
แล้วหันมาใช้รถยนต์กันทั้งประเทศ และนี่ก็คือต้นเหตุสำคัญของความฉิบหายของประเทศไทย
ตราบใดที่ไม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปใช้ยุทธศาสตร์รถไฟเป็นหลักของการคมนาคมทางบก ปัญหาใหญ่หลวงของชาติไม่มีทางแก้ไขได้อย่างเด็ดขาด
นับแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ดำเนินการสามอย่าง ที่เป็นต้นเหตุของความฉิบหายในปัจจุบันนี้
อย่างที่หนึ่ง สร้างถนนหนทางกันทั่วทั้งประเทศทุกหนทุกแห่งอย่างไม่บันยะบันยัง กระทั่งมาถึงรัฐบาลก่อน คสช.
ก็มีการเสนอแนวทางว่าต้องพัฒนาถนนลูกรังทั่วประเทศให้เป็นถนนลาดยางเพื่อให้เป็นถนนที่รถวิ่งได้ใช้สอยได้โดยสะดวก
ซึ่งแต่ละปีประเทศต้องทุ่มเทเงินในการก่อสร้างทางรถยนต์และในการซ่อมบำรุงทางรถยนต์เป็นจำนวนมากมายมหาศาล เบียดบังงบประมาณส่วนใหญ่ของชาติไปจนแทบหมดสิ้น
อย่างที่สอง ส่งเสริมการลงทุนและให้สิทธิประโยชน์แก่ต่างชาติราวกับว่าเป็นเจ้าบุญนายคุณมาแต่ชาติไหนๆ เพื่อให้เข้ามาตั้งโรงงานรถยนต์ในประเทศไทย
ซึ่งประเทศไทยมีผลได้ก็เฉพาะค่าเช่าที่ดินราคาถูก ๆ และค่าแรงราคาถูกๆ เท่านั้น โดยรายได้ทั้งหมดเป็นของเจ้าของโรงงานซึ่งเป็นต่างชาติ แล้วยังโกหกคนไทยทั้งชาติว่ามีส่วนแบ่งรายได้จากค่าขายรถยนต์
โดยนำเอาค่าขายรถยนต์มาคำนวณเฉลี่ยเป็นรายได้ประชาติหรือ GDP ให้กับคนไทยทุกคนด้วย ซึ่งโกหกเรื่องนี้กันไม่เว้นในแต่ละวัน ทั้ง ๆ ที่คนไทยทั้งประเทศไม่ได้มีส่วนแบ่งรายได้จากการขายรถยนต์เลย
อย่างที่สาม รณรงค์ส่งเสริมให้คนใช้รถยนต์กันทั้งประเทศ ล่าสุดก็มีการส่งเสริมด้วยนโยบายรถยนต์คันแรก จำนวนถึง 1 ล้านคัน คันละประมาณ 1 ล้านบาท
โดยลดภาษีให้เล็กน้อย ซึ่งผลก็คือประเทศต้องจ่ายเงินค่ารถยนต์ 1 ล้านล้านบาท คนไทยทั้งประเทศเป็นหนี้เพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านบาท
และใช้น้ำมันหรือแก๊สล้างผลาญชาติเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมหาศาล และกลายเป็นรายจ่ายสูงสุดลำดับแรกของประเทศที่กำลังทำให้ชาติล่มจม
ที่ทำกันสามอย่างนี้ได้เป็นต้นเหตุของความฉิบหายวายวอดแต่ละด้านสุดจะคณานับ ณ วันนี้ในยามที่พี่น้องภาคใต้กำลังประสบวิกฤตอุทกภัยถึง 12 จังหวัดในจำนวน 14 จังหวัด
และเป็นอุทกภัยขนาดใหญ่รุนแรงกว่าทุกระยะที่ผ่านมา จนเกิดความเสียหายมากมายมหาศาล
ความจริงน้ำท่วมภาคใต้ได้ส่งสัญญาณต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว เป็นสัญญาณเดียวกับทุกพื้นที่ของประเทศไทย คือมีอาการน้ำท่วมเพิ่มมากขึ้น
ทุกถิ่นฐานที่น้ำเคยท่วมตามธรรมชาติก็ท่วมมากขึ้นผิดปกติ พื้นที่ส่วนมากที่ไม่เคยถูกน้ำท่วมก็ถูกน้ำท่วม
อาการเหล่านั้นไม่ใช่อาการของธรรมชาติ แต่เป็นอาการที่เป็นผลจากการสร้างถนนให้รถยนต์วิ่งเพื่อเอื้อให้กับกลุ่มผลประโยชน์รถยนต์ต่างชาติโดยตรง ผสมเข้ากับความมักง่ายในการออกแบบ
ถนนที่สร้างขึ้นจำนวนมากขวางกั้นทางน้ำ จากอดีตที่น้ำสามารถไหลบ่าทุกหนทุกแห่ง และยังมีช่องทางระบายน้ำพิเศษ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หรือสายน้ำ สายธารต่างๆ จึงทำให้น้ำไม่ขัง ไม่ท่วมนาน และไม่ท่วมมาก
ครั้นสร้างถนนกันทั้งบ้านทั้งเมืองทุกหนทุกแห่ง ก็เป็นเหตุให้น้ำที่เคยไหลตามธรรมชาติไม่สามารถไหลไปได้โดยสะดวก เพราะไปติดถนนที่ขวางกั้นไว้ และทางน้ำที่เคยเป็นมาแต่เดิมก็ถูกถมหรือตื้นเขินไปเป็นจำนวนมาก
และที่สำคัญหลายพื้นที่ก็ไม่ทำทางระบายน้ำที่เพียงพอต่อปริมาณน้ำที่ถูกถนนขวางกั้นไว้ น้ำจึงท่วมมากและถึงจุดหนึ่งมวลของน้ำมาก ถนนกั้นไม่ไหวก็ขาดสะบั้นลง
สภาพเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งทั่วประเทศ เมื่อครั้งที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังทรงพระชนม์อยู่ ทรงเสด็จไปเยี่ยมและพระราชทานพระราชดำริให้แก้ไขเรื่องนี้ในหลายพื้นที่และได้ผล อย่างดียิ่ง
น้ำท่วมใหญ่ 12 จังหวัดภาคใต้ในครั้งนี้มีสามพื้นที่ที่ไม่ถูกน้ำท่วม คืออำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช และปากน้ำ ชุมพร
ซึ่งทั้งสามพื้นที่นี้ได้รับอานิสงส์จากพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระราชดำริให้ป้องกันแก้ไขไว้ได้เป็นอย่างดี ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้มีปัญหาน้ำท่วมหนักทุกปี
มาน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลงไปเยี่ยมราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนถึงพื้นที่ และเรื่องหนึ่งที่น่าจับตาสนใจก็คือการสั่งให้ขุดคลองในพื้นที่หนึ่งของจังหวัดชายแดนภาคใต้
ซึ่งจะทำให้น้ำไม่ท่วมในพื้นที่นั้นอย่างถาวร นี่ก็คือการสืบสานศาสตร์แห่งพระราชาที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำริค้างคาไว้ และรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำ
ดังนั้นใครอย่าแส่อย่าเสือกว่าให้รัฐบาลนี้วางแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมตามแผนที่รัฐบาลเก่าได้วางไว้ และขอย้ำว่าไม่เคยมีรัฐบาลไหนวางแผนแก้น้ำท่วมเลย มีแต่การผายลมและเอาตีนราน้ำเมื่อน้ำท่วมแต่ละครั้งเพื่อหาเสียงเท่านั้น
มาครั้งนี้ก็อย่าเสียเวลาสนใจกับการผายลมและการเอาตีนราน้ำเช่นนั้นเลย ขอผองเราจงมาทุ่มเทสนับสนุนทหารทั้งหลายที่กำลงลุยน้ำช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ของภาคใต้จะดีกว่า.

จากเพจ: Paisal Puechmongkol 10 มกราคม 2560

Pages

Subscribe to สววท. RSS