เมื่อไทยอยู่บนทางสองแพร่ง!

เมื่อไทยอยู่บนทางสองแพร่ง!
โดย สิริอัญญา
วันพุธที่ 1 มีนาคม 2560
ขณะนี้กำลังมีคนเร่งรัดให้ก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ซึ่งเป็นทางกว้าง 1 เมตร กันอย่างขะมักเขม้น จนบางทีทำให้เกิดความงุนงงว่านี่คือโครงการรถไฟทางคู่ที่รัฐบาลไทย-จีน ได้ทำความตกลงกันโดยเป็นระบบรางกว้างมาตรฐาน หรือกว้าง 1.435 เมตร เพื่อเชื่อมกับทางรถไฟสายหลักของโลก
ก็ต้องบอกว่ามีคนต้องการสร้างความมึนงงเช่นนั้นเพื่อจะได้ผลักดันความฉิบหายให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อจะได้ธำรงรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของผู้ผลิตรถยนต์ของต่างประเทศให้จีรังยั่งยืนไปอีก 200 ปี
ก็บอกให้รู้โดยทั่วกันว่าทางรถไฟทางคู่ที่กำลังจะเร่งรัดกันเป็นทางกว้าง 1 เมตรหรือระบบเมตตะเกตนั้นไม่ใช่ทางรถไฟทางคู่ที่รัฐบาลไทย-จีน ทำความตกลงกันไว้ แต่เป็นระบบรางรถไฟแบบเก่าที่เชื่อมกับทางรถไฟสายหลักของโลกไม่ได้ และจะก่อให้เกิดความฉิบหายใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ
ดังนั้นในโอกาสที่คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล ซึ่งคนทั้งหลายเชื่อว่าเป็นคนดีศรีแผ่นดินมาดูแลเรื่องนี้แล้ว ก็อยากจะตั้งความหวังว่าจะสามารถช่วยชาติบ้านเมืองให้พ้นจากหายนะครั้งนี้ได้
ก็ขอสรุปเป็นสังเขปอีกครั้งหนึ่งว่าระบบรถไฟสายหลักของโลกนั้นเชื่อมตั้งแต่เกาะอังกฤษ เข้ายุโรป เข้ายูเรเซีย มาถึงจีน และไปทางเกาหลี นี่เป็นสายในแนวนอนที่ยาวเหยียดและครอบคลุมประเทศใหญ่ ๆ ทั้งหมด และประเทศส่วนใหญ่ของโลกไว้
โดยมีสายในแนวตั้งสองสาย คือ
หนึ่ง บริเวณพื้นที่ยูเรเซียขึ้นไปทางเหนือ เชื่อมโยงไปยังทุกประเทศของพื้นที่ยูเรเซียนั้น และเชื่อมลงมาทางใต้สู่ตะวันออกกลางเชื่อมโยงไปทั่วตะวันออกกลาง และยังเชื่อมโยงลงล่างไปยังทวีปแอฟริกาด้วย
สอง จากประเทศจีนลงมาที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน แล้วเชื่อมลงใต้ไปสู่ประเทศอาเซียนเป็นสามสาย คือ
สายแรก เชื่อมจากคุนหมิงเข้าสู่พม่า ออกท่าเรือน้ำลึกและเชื่อมไปยังท่าเรือน้ำลึกที่อ่าวเบงกอลของอินเดีย
สายที่สอง เชื่อมจากคุนหมิงเข้าสู่เวียดนามไปออกท่าเรือน้ำลึกของเวียดนามและเชื่อมเข้าไปยังกัมพูชาไปออกท่าเรือของกัมพูชาที่อ่าวไทย
สายที่สาม เชื่อมจากคุนหมิงเข้าสู่ลาว มาที่นครเวียงจันทน์ เข้าสู่หนองคาย เชื่อมมายังนครราชสีมาเข้ากรุงเทพมหานคร และเชื่อมไปยังสุไหงโก-ลก เข้าสู่มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และอาจลอดใต้ทะเลไปยังอินโดนีเซีย
เส้นทางรถไฟสายหลักของโลกดังกล่าวนี้เขาเปิดใช้กันเกือบจะทั้งโลกแล้ว ซึ่งใครที่หูไม่หนวกตาไม่บอดก็ย่อมได้ยินได้ทราบข่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การค้าขายของโลกเชื่อมต่อถึงกันด้วยทางรถไฟอย่างรวดเร็ว
รถไฟสายหลักของโลกดังกล่าวมีทั้งรถขนคนโดยสารอย่างเดียว หรือที่เรียกว่า Hi-Speed Train และรถที่ขนทั้งคนโดยสารและขนทั้งสินค้า ซึ่งเรียกกันว่ารถไฟทางคู่
รถไฟทั้งสองประเภทนี้ใช้รางระบบมาตรฐานเหมือนกัน คือระบบรางกว้าง 1.435 เมตร ไม่มีใครใช้ระบบรางกว้าง 1 เมตร เหมือนกับประเทศไทยที่จำต้องใช้เพราะถูกอังกฤษบังคับในสมัยล่าอาณานิคมกันเลย ดังนั้นถ้าประเทศไทยทำรถไฟรางกว้าง 1 เมตร ก็จะไม่มีทางเชื่อมกับรถไฟสายหลักของโลกได้ ก็จะยืนโดดเดี่ยวเดียวดายเหมือนคนบ้าไปยืนอยู่กลางแดดฉะนั้น
ดังนั้นถ้าหากประเทศไทยจะสร้างรางรถไฟกว้าง 1 เมตร แบบที่เคยถูกบังคับมาแต่เดิมก็คงใช้ได้ภายในประเทศไทย แต่เชื่อมโยงกับใครไม่ได้ และด้วยขนาดรางเช่นนี้ก็จะเป็นรถไฟขบวนเล็ก วิ่งช้า ขนส่งได้น้อย ต้นทุนสูง ก็จะมีผลขาดทุน 3 ปี 5 ปี แสนล้านบาท ดังที่เป็นอยู่มานานหลายทศวรรษแล้ว จนวันนี้ก็ยังแก้กันไม่ตก
ที่สำคัญคือเมื่อทำรถไฟรางกว้าง 1 เมตร ก็จะไม่เป็นที่นิยมใช้เพราะล่าช้า มีความเสี่ยงสูง อันตรายมาก นอกจากกิจการขาดทุนแล้ว ประชาชนก็พึ่งพาไม่ได้ ต้องใช้รถยนต์อยู่เหมือนเดิม ต้องเป็นทาสและประเทศราชของผู้ผลิตรถยนต์เหมือนที่เคยเป็นมากว่า 50 ปีแล้วต่อไป นี่คือหายนะที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชนจากการทำรถไฟทางคู่รางกว้าง 1 เมตร
ที่สำคัญคือสถานการณ์ในวันนี้ประเทศไทยมาถึงทางสองแพร่งแล้ว คือแพร่งแห่งความฉิบหายวายวอด กับแพร่งแห่งความเจริญรุ่งเรือง
แพร่งแห่งความฉิบหายวายวอด คือเดินหน้ารถไฟรางกว้าง 1 เมตร ต่อไป ลงทุนเท่าไหร่ก็ฉิบหายเท่านั้น และจะฉิบหายต่อไปอีกร้อยปีโดยที่จะเชื่อมต่อกับประเทศใดก็ไม่ได้
ส่วนแพร่งแห่งความเจริญรุ่งเรืองนั้น คือการเร่งสร้างทางรถไฟทางคู่ระบบรางมาตรฐานหรือกว้าง 1.435 เมตร เชื่อมกับทางรถไฟสายหลักของโลกเส้น คุนหมิง-เวียงจันทน์ โดยเชื่อมต่อกันที่หนองคาย ซึ่งรัฐบาลไทย-จีน ได้ทำความตกลงกันไว้แล้ว เหลือว่าจะเดินหน้าทำกันเมื่อไร
แต่ตราบใดที่พวกสมุนบริวารกลุ่มผลประโยชน์รถยนต์มีอำนาจในบ้านเมือง ต่อให้ คสช. และรัฐบาลจะเร่งรัดกวดขันอย่างไร คนเหล่านี้ก็จะไม่มีวันดำเนินการ จะโกหกหลอกลวงฉ้อฉลและถ่วงรั้งไว้ทุกวิถีทาง เหมือนดังที่กระทำมาแล้วนับแต่วันที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีรับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีไปทำความตกลงกับรัฐบาลจีน และมีการลงนามระหว่างรัฐเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2558
นับจากวันนั้นถึงวันนี้มีแต่เรื่องโกหกหลอกลวงให้มีความหวังลมๆ แล้ง ๆ โดยที่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ มิหนำซ้ำกลับจะสร้างความร้าวฉานต่อความสัมพันธ์ไทย-จีนด้วย
ก็ต้องบอกให้รู้กันว่าขณะนี้เส้นทางรถไฟสายหลักของโลกที่เชื่อมจากคุนหมิงสามเส้นทาง ไปยังพม่า ไปยังประเทศลาว และไปยังประเทศเวียดนาม-กัมพูชานั้นกำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ภายใน 2-3 ปีจากวันนี้เส้นทางทั้งสามสายจะแล้วเสร็จและเปิดใช้ได้
เส้นทางสามสายนี้แล้วเสร็จใช้ได้เมื่อใด นักท่องเที่ยวจีนและจากทั่วโลกที่จะมาตามเส้นทางสายนี้ก็จะไปพม่า ไปเวียดนาม-กัมพูชา และไปลาวได้อย่างสะดวกสบาย แต่มาประเทศไทยไม่ได้
เส้นทางสามสายนี้แล้วเสร็จใช้ได้เมื่อใด สินค้าเกษตรจากพม่า จากเวียดนาม-กัมพูชา และจากลาว จะสามารถขนส่งเข้าสู่ประเทศจีนได้ในเวลา 3 ชั่วโมง และสามารถขนส่งไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะที่สินค้าทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมจากประเทศไทยจะต้องขนไปลงเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง ทางหนึ่งก็อ้อมแหลมญวนไปยังประเทศจีน เกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างเร็ว 5 วัน อย่างช้า 8 วัน หรือถ้าไปไกลก็ 15 วันหรือ 20 วัน
อีกทางหนึ่งก็ต้องอ้อมแหลมมาลายูเข้าช่องแคบมะละกา ผ่านมหาสมุทรอินเดีย ผ่านอาฟริกาไปยุโรป
อย่างนี้ไม่ฉิบหายวัน ฉิบหายคืน แล้วจะฉิบหายเมื่อไหร่กันเล่า! ทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมของประเทศก็จะพากันฉิบหายวายวอดหมด การลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมและภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ก็จะฉิบหายวายวอดสิ้น
เส้นทางสายคุนหมิงเชื่อมมายังประเทศอาเซียนสามสายจะแล้วเสร็จและเปิดใช้ได้ใน 3 ปีข้างหน้าเป็นอย่างช้า ถ้าประเทศไทยตัดสินใจเดินหน้าตามสัญญาที่ตกลงกันในวันนี้ ถึงจะล่าช้าไปบ้างก็ยังดีกว่าที่จะเดินไปสูหนทางฉิบหายวายวอด
โอ้พระสยามเทวาธิราชเอย เรื่องนี้ใหญ่หลวงยิ่งนัก ขอพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 พระผู้ทรงริเริ่มการรถไฟให้กับประเทศไทยก่อนใคร ได้ดลจิตบันดาลใจให้คนทั้งหลายละวางผลประโยชน์ส่วนตัว เห็นแก่ชาติบ้านเมือง ขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จเถิด!

จากเพจ:Paisal Puechmongkol วันพุธที่ 1 มีนาคม 2560

"พบระบบสุริยจักรวาลแห่งใหม่" อาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่ด้วย


สำนักข่าวเอพี รายงาน การแถลงข่าวใหญ่ของนาซ่า เมื่อกลางดึกวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ตามเวลาประเทศไทย
โดยให้ข้อมูลว่า คณะนักวิจัยองค์การการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ นาซา
ได้มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลแห่งใหม่ เป็นดาว 7 ดวงขนาดใกล้เคียงกับโลก โคจรรอบดาวดวงหนึ่ง
ในจำนวนนี้ 3 ดวงอยู่ในสภาพแวดล้อมและระดับอุณหภูมิที่เป็นไปได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่ด้วย
การค้นพบครั้งนี้เกิดจากการศึกษา จากกล้องโทรทรรศน์สำรวจอากาศ ที่ติดตั้งอยู่ในประเทศชิชี
ได้ตรวจพบกลุ่มดาวดังกล่าวห่างออกไป 40 ปีแสง โดยดาวทั้ง 7 ดวงนั้นมีการโคจร รอบดาวอีกดวง
แต่สิ่งที่น่าสนใจพบว่า กลุ่มดาวดังกล่าวนั้น อย่างน้อยมี 3 ดวง อาจจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ด้วย
นายโธมัส เซอร์บูเชน รองผู้อำนวยการกรมภาระกิจวิทยาศาตร์ ของนาซ่า กล่าวว่า
การค้นพบครั้งนี้อาจเป็นจิ๊กซอว์สิ้นสำคัญที่ช่วยไขปริศนาการค้นหาสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้ในห้วงจักรวาลนี้
ระบบดาวเคราะห์ที่ค้นพบครั้งนี้มีชื่อว่าแทรพพิสต์-1 มาจากชื่อของกล้องโทรทัศน์ในประเทศชิลีที่ค้นพบดาวเคราะห์นี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2559
โดยในขณะนั้นค้นพบดาวเคราะห์แค่3ดวงก่อน จากนั้นสถานีกล้องโทรทัศน์ภาคพื้นหลายแห่ง
รวมทั้งสปิตเซอร์จะออกมายืนยันการมีอยู่ของดาวเคราะห์ 2 ใน 3 ดวงที่ค้นพบนี้ ก่อนจะค้นพบดาวเคราะห์เพิ่มอีก 5 ดวง รวมเป็น 7 ดวง
ระบบแทรพพิสต์-1 อยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางประมาณ 40 ปีแสง หรือประมาณ 378 ล้านล้านกิโลเมตร
นอกจากนี้ ดาวเคราะห์ในระบบแทรพพิสต์-1 ยังหันหน้าด้านเดียวเข้าหาดาวฤกษ์
ซึ่งหมายความว่าพื้นที่ของดาวจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนตลอดไป ไม่เปลี่ยนแปลงและอาจมีสภาพอากาศแตกต่างจากโลก
เช่น มีลมพัดแรงจากแผ่นดินฝั่งกลางวันไปยังฝั่งกลางคืน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในลักษณะนี้รุนแรง

Sathaporn Tnews
TNEWS - ทีนิวส์ 23/2/2560

'มันมาด้วยองศาทำลายล้าง'

เป็นปรากฏการณ์ "ศรัทธามหาปีติ" อร่ามเรืองแผ่นดิน ในรัชกาลที่ ๑๐ อย่างนั้นจริงๆ!
ก็ใครจะไปเชื่อ...........
เป็นหมื่นๆ ทั้งสงฆ์-ทั้งฆราวาส ด้วย "บริสุทธิจิต" หลอมเป็นดวงเดียวกัน หลั่งไหลไปแสดงมุทิตาสักการะ "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" ที่วัดราชบพิธฯ อันใครก็ไม่คาดหมายว่า จะมากมายขนาดนี้
ถึงขั้นเรียกว่า "ล้นทะลักวัด"!
ทะลักจริงๆ และเชื่อว่า ๑๔-๑๕ กุมภา อีก ๒ วัน ก็จะต้องล้นทะลัก ซึ่งเป็นล้นทะลัก ที่สร้างปีติ-ตื้นตัน ให้ผู้พบเห็น จนน้ำตาไหลไม่รู้ตัว
ด้วยบารมีพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เป็นอานิสงส์คุ้มประเทศโดยแท้ ได้พระผู้เป็น "เนื้อนาบุญประเสริฐ" ขึ้นเป็นประมุขพุทธจักร
เป็นสิ่งยืนยันพุทธภาษิตที่ว่า.......
"ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺจารึ" พระธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว.
"ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ" ธรรมที่ผู้ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้.
ถอดเป็นคำพูดไทยๆ ที่พูดกันเสมอว่า
ทำดี เมื่อถึงที่สุด ย่อมมีผลดี, ทำไม่ดี เมื่อถึงที่สุด ย่อมมีผลไม่ดี, นี้ แน่แท้ จะแปรเปลี่ยนเป็นอื่นไปไม่ได้เลย!
ผมดูโทรทัศน์เย็นวาน (๑๓ ก.พ.๖๐) กับญาติโยมที่เข้าไปถวายมุทิตาสักการะ
"สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" ตรัสไม่กี่คำ ก็ สาธุ..สาธุ..สาธุ..พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงกล่าวด้วยพระพักตร์ยิ้มๆ เปี่ยมเมตตาว่า
"อย่าเพิ่งสาธุกันเร็วนัก ฟังให้จบเสียก่อนค่อยสาธุก็ได้" ประมาณนี้
จากนั้น ก็ทรงให้ศีล-ให้พรต่อจนจบ ..........
เป็นที่ชื่นเย็นชุ่มฉ่ำใจ "ในพรสมเด็จฯ" กันทั่วหน้า เปล่งวาจา สาธุ..สาธุ..สาธุ..กันอีกรอบเสียงใส
พรนี้ จะไม่สัมฤทธิผล ถ้าเพียงรับไป แต่ไม่นำไปปฏิบัติ!
ถ้านำไปปฏิบัติ .......
ด้วยพรจากโอษฐ์สมเด็จพระสังฆราช "พระผู้เป็นอริยสงฆ์" ขอบอกว่า "ขลังนัก"
จะเป็นดั่งเมล็ดข้าวพันธุ์ดี หว่านโปรยลงในเนื้อนาดี ถ้าเราทำตัวเป็นเนื้อนาดี "ด้วยการปฏิบัติดี"
ข้าว คือ "พรอริยสงฆ์" ย่อมเจริญงอกงาม-งอกเงยดี ให้ผลผลิตดี สถานเดียว!
ถ้าจำไม่ได้ว่า "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" ตรัสสอนเป็นพรประเสริฐว่าอย่างไร โปรดทบทวน ดังต่อไปนี้
“ท่านทั้งหลายมีธรรม ความดี-ความงามประจำใจอยู่ และขอให้รักษาความดี ความงามที่มี ให้คงอยู่ตลอดไป
ท่านทั้งหลาย เป็นอุบาสก อุบาสิกา เพราะฉะนั้น ขอให้รักษาจิตใจที่เลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยให้คงที่ไว้
หลักธรรมสำคัญ ๓ ข้อ ที่พระพุทธองค์ทรงสอน และขอให้ยึดถือเป็นประจำ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
คือ ทำ กาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ นึกถึงสภาวธรรมที่ว่างเป็นปกติ
'มีสมาธิ'..........
'ปัญญาก็เกิดขึ้น' ตามลำดับ
เพราะฉะนั้น .......
ขอให้นึกถึงหลักธรรมที่พระพุทธองค์ได้สอนเราไว้ ๓ ข้อง่ายๆ ทุกคนจะมีความสุขใจ
อนึ่ง รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงสร้างวัดราชบพิธฯ ในสมัยของพระองค์ มีธรรมภาษิตอยู่บทหนึ่ง คือ
'สัพเพสัง สังฆะภูตานัง สามัคคี วุฑฒิสาธิกา' ความพร้อมเพรียงแห่งชนผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ยังความเจริญวัฒนาถาวรให้สำเร็จ
ให้รักษาคำนี้ไว้ .........
ความพร้อมเพรียงนำความเจริญรุ่งเรืองให้สำเร็จได้
ขณะนี้ ประเทศเรา กำลังต้องการการพัฒนา ขอให้ท่านนึกถึงธรรมภาษิตนี้ รวมถึงศีลทั้ง ๓ ข้อ
หวังว่า ทุกท่านจะเข้าใจ และยึดถือ 'ศีล-สมาธิ-ปัญญา'
มีความสามัคคีเท่านี้ ประเทศชาติของเราก็จะเจริญรุ่งเรือง”
ครับ...คุยกันด้วย "แก่นธรรม" ก็สบายใจ ยิ่งนำไปปฏิบัติ ยิ่งอภิมหาสบายใจ
แต่ถ้าคุย "เปลือกธรรม" หลวงพ่อวัดนั้น ลงเลข-เสกผ้ายันต์-เป่าน้ำมัน-พ่นน้ำมนต์ ละก็
อาจสบายใจ แต่สบายแบบเร่าร้อน นอนรอความขลังบันดาล ลงท้าย "ตกนรก"
เพราะด่าพระในใจ "ไม่เห็นเจ๋งเลย..จาน"?
เอาล่ะ ยุติไว้แค่นี้ ..........
มาคุยเรื่องนี้ดีกว่า เพราะผมมองว่า ในเหตุการณ์ที่ทำเหมือน "ไม่จงใจ" เมื่อค่ำวันอาทิตย์ ๑๒ ก.พ.๖๐
หลังเสร็จงานพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ที่วัดพระแก้ว
คงทราบกันแล้ว มีหญิงคนหนึ่ง ทำเป็นป่วย "โรคจิต" กระโดดตัดหน้าขบวนเสด็จในระยะประชิด
ต้องขอชม คนขับรถคันนั้น สติดีมาก มีสมองสั่งการและแยกแยะสถานการณ์ สู่การตัดสินใจในนาทีฉับพลันได้เยี่ยม
นับว่า ศักยภาพสูงคู่ควรกับหน้าที่ ซึ่งต้องบุคคลเช่นนี้เท่านั้น ที่คู่ควร
เขาเบรกรถได้ทันท่วงที.......
และด้วย "สติมั่นคง" รีบขับรถต่อไปตามปกติ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อไม่สร้างความกระเพื่อมให้แก่สถานการณ์
ซึ่งนั่น ผมมองว่า ไม่ใช่ความบังเอิญจาก "หญิงบกพร่องทางสติ" คนนั้น หากแต่ มันซ่อนความมะลำ-เมลืองเป็น "เบื้องหลังฉาก"
ชนิดที่ "ระดับรัฐบาล" ควรต้องหยิบเรื่องนี้ พิจารณาด่วน!
ก็ดีแล้ว ที่เรื่องไม่ถูกนำไปขยายเป็นข่าวใหญ่โต แต่ที่ผมนำมาคุย เพียงยกเป็น "เหตุปรารภ" สู่มุมมอง เพื่อการเตือนสติ ว่า
"มันมาในรูปแบบใหม่" แล้ว!!!
ที่ทั้ง "ภาครัฐ-ภาคราษฎร์" ควรต้องรู้ทัน และช่วยกันระวัง ป้องกัน อย่าให้แผนชั่วร้าย ที่มันหวังนำไปขยายผล ได้เกิดขึ้นเป็นอันขาด
กรณีที่เกิดวันอาทิตย์ ก็อย่าไปเพ่งโทษเจ้าหน้าที่ ที่ถวายการอารักขาขบวนเสด็จตามรายทางเลย
อาจตั้งคำถามได้ว่า หละหลวมกันแบบไหน จึงปล่อยให้มีคนวิ่งตัดหน้ารถขบวน ด้วยหวังสร้างเหตุ ถึงขั้นใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน
เพื่อใช้เป็นข้อมูลทางป้องกันคราวต่อๆ ไป.........
จะพูดว่า เป็นปรากฏการณ์แรกในประวัติศาสตร์ก็ย่อมได้ การเฝ้าแหนขบวนเสด็จนั้น จัดระเบียบได้ และจัดอยู่แล้ว
แต่จะห้ามประชาชนมาเฝ้าแหนตามรายทาง ทั้ง ๒ ข้างทาง ย่อมไม่ได้!
เมื่อไม่ได้......
จึงเป็นช่องให้ผู้หวัง "สร้างสถานการณ์" ใช้ตรงนั้น เป็น "จังหวะ-โอกาส" กระโดดพรวดพราด ตัดหน้ารถขบวน ด้วยอ้าง...จะถวายฎีกา!?
เคราะห์ดี คนขับ "ประสิทธิภาพสูง"...........
แผนที่ซ่อนเร้นของ "ใครบางคน" จึงล้มเหลว!
การไม่เพ่งเล็งโทษผู้อารักขาตลอดเส้นทาง นั่นก็ใช่ว่า จะไม่ต้องสอบสวนทวนความ เพื่อนำข้อบกพร่องเป็นบทเรียนที่ต้อง "ไม่เกิดอย่างนี้ขึ้นได้อีก" เป็นอันขาด
พูดกันจริงๆ คนเสียสติ หรือคนพิการจิตจริงๆ ย่อมสังเกตเห็นความแตกต่างกับคนดีๆ ทั่วไปได้ ในหมู่คนที่มารอเฝ้าแหน
แต่ที่ผ่านเข้าไปเฝ้าแหนอยู่ ๒ ข้างทางได้ เหมือนพสกนิกรทั่วไป นั่นแสดงว่า ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่หละหลวม-ละเลยจริงๆ
แสดงว่า คนนั้น ก็เป็นคนสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เพียงแต่ "จิตแฝง" เจตนาชั่วร้ายอยู่ภายใน
และที่สำคัญยิ่ง..........
ในขบวนเสด็จนั้น มีรถจำนวนมาก และใช้ความเร็วพิเศษ อย่าว่าแต่คนโรคจิตเลย
คนจิตดี-สติดีทั่วไป บางทียังไม่รู้-มองไม่ทันด้วยซ้ำไปว่า รถคันไหนเป็นรถในขบวน และคันไหนเป็นรถพระที่นั่ง?
แต่หญิงที่อ้างป่วยโรคจิต ถึงมีบัตรโรงพยาบาลก็เถอะ จะสรุปทันทีว่าเป็นคนเสียสติ ก็ยังไม่ใช่ กลับเลือกคันที่กระโดดตัดหน้าได้ถูก
น่าคิดเอามากๆ ใช่ไหม!?
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ มีพระเมตตาเป็นที่ตั้ง ไม่ทรงถือโทษเอาความก็ตาม
แต่ระดับรัฐบาล ต้องนำตัวหญิงคนนี้ รวมทั้งฝ่ายอารักขาเส้นทางตรงนั้น-วัน-เวลานั้น มาตรวจสอบให้รู้ความ
ถ้าหละหลวมอย่างนี้ กรณีเมื่อวันอาทิตย์ เปลี่ยนจากหญิงโรคจิต กระโดดตัดหน้ารถจะถวายฎีกา เป็นคนอื่น ด้วยเจตนาอื่น
แล้วจะทำอย่างไร?
ใครจะรับผิดชอบ?
ฉะนั้น ต้องตื่นตัว รับมือ "กลยุทธ์-กลวิธี" รูปแบบใหม่ ของฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ใครอยู่เป็นสุข ถ้าเขาไม่สุข
ด้วยอำมหิต เห็นแก่ตัว เหิมเกริม เพียงประสงค์ผล ทำได้ทุกอย่าง โดยไม่เกี่ยงรูปแบบและวิธีการ
ตั้งแต่ระดับรัฐบาลลงมา จะประมาท หรือ มองข้ามเรื่องนี้ไม่ได้เลย!
ทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่า ที่ผ่านมา รัฐบาล หรือหน่วยงานผู้มีหน้าที่บกพร่อง
ผมหมายถึงว่า..
มันเป็นสัญญาณ "รูปแบบใหม่" ของฝ่ายที่ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็เอาด้วยคาถา ไม่ได้ด้วยสัมมา ก็เอาด้วยมิจฉาพาโล
ซึ่งต้องรู้ทัน ป้องกัน สกัดกั้น กำราบปราบปราม และถอนราก ให้สำเร็จ!
"สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" สมเด็จพระสังฆราช ตรัสเมื่อวานเองว่า "มีความสามัคคี ประเทศชาติของเราก็จะเจริญ"
มันจ้อง "ขัดขวาง-ทำลาย" ตรงนี้ และสร้างเหตุ ทุกขณะจิต คนไทยด้วยชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ "ต้องรู้ทัน" และจำให้ขึ้นใจ
แตกสามัคคีเมื่อไหร่ คนไทยไม่มีวันที่มีชีวิตรอดได้.

ไทยโพสต์ - เปลวสีเงิน Tuesday, February 14, 2017 - 00:00

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีสถาปนา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เจ้าอาวาส วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

MGR Online

งานมาฆบูชามหามงคล ประจำปี2560 ณ ลานศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560
คุณนิคม บุญวิเศษ ประธานบริหาร สถานีโทรทัศน์ NB TV ,บริษัท บุญวิเศษ คอร์ปอร์เรชั่น กรุ๊ป จำกัดและบริษัท เอ็น.ดี.เฮิร์บ จำกัด
ได้เข้าร่วมงานพิธีเปิดกิจกรรม มาฆบูชามหามงคล ประจำปี2560 ณ ลานศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์
พร้อมเหล่าศิลปิน ดารา นักแสดง ที่ได้รับรางวัลทูตพระพุทธศาสนา ประจำปี2560





รัฐบาลถังแตก...แหกตา!

รัฐบาลถังแตก...แหกตา!
โดย สิริอัญญา
วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560
ช่วงนี้มีการโหมกระแสกันอย่างคึกคักกว้างขวางว่ารัฐบาลถังแตก เพราะผลาญเงินคงคลังจนเหลือเพียง 74,000 ล้านบาท แล้วก็อาศัยสื่อเสี้ยมช่วยขยายผล เพื่อให้ผู้คนหลงเชื่อว่าเมื่อรัฐบาลถังแตกอย่างนี้แล้ว อีกไม่นานก็จะไม่มีเงินเดือนจ่ายให้กับข้าราชการ และโครงการทั้งหลายก็ต้องหยุดชะงักลง ประเทศจะถล่ม แผ่นดินจะทลาย
ก็ว่ากันไม่ได้เพราะไอ้พวกทำลายชาติบ้านเมืองก็จะต้องทำลายชาติบ้านเมือง โดยไม่ต้องคิดถึงความฉิบหายที่จะเกิดขึ้นกับใคร แต่ที่น่าเจ็บใจก็คือบรรดาพวกตาอยู่ที่ถูกเชิญมากินบ้านกินเมืองและมีหน้าที่ทำความเข้าใจเรื่องนี้กลับทำตัวเป็นสากกะเบือไม่รู้ร้อนรู้หนาว
และยังดันหลังให้นายกตู่ออกไปสู้รบปรบมือในเรื่องที่เป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยเฉพาะของคนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้ แต่นี่ก็เป็นวิบากกรรมของการใช้ตาอยู่ ของการใช้สากกะเบือ จึงต้องเป็นหน้าที่ของชาวบ้านอย่างเราท่านนี่แหละที่จะต้องทำความเข้าใจให้ดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอะไรกันแน่? และมันเป็นอย่างไรกันแน่?
ก็ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องแหกตาประชาชน! เพื่อให้ถอยความศรัทธาจากรัฐบาล เพื่อทำลายความเชื่อมั่นต่อประเทศ และบั่นทอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างร้ายแรง และถ้าแก้ไขไม่ทันในที่สุดความเสียหายวายวอดก็จะบังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
ดังนั้นประชาชนอย่างเราท่านจึงขอให้ตั้งใจสดับให้ดี จักทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างง่ายที่สุด ซึ่งจะทำความเข้าใจในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
ประการแรก เงินคงคลังไม่ใช่สิ่งที่แสดงฐานะทางการเงินการคลังของประเทศไทยหรือรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นเรื่องของทรัพย์สิน หนี้สิน แต่ประเทศไทยของเรามีกฎหมายให้ต้องแสดงฐานะหนี้สิน แต่ไม่มีการแสดงทรัพย์สินของประเทศ ซึ่งถ้าหากได้แสดงทั้งด้านทรัพย์สินและหนี้สินแล้วก็จะเห็นฐานะที่แท้จริงของประเทศว่ามั่งคั่งหรือยากจน ซึ่งแม้จะไม่ได้มีการทำบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน หรืองบดุลของประเทศ แต่ก็บอกได้ว่าประเทศไทยเป็นอัครมหาเศรษฐีของโลก ดังนั้นใครก็ตามที่ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเงินคงคลังเป็นสิ่งแสดงฐานะของประเทศและรัฐบาลแล้ว มันก็คือการเริ่มการโกหกหลอกลวงในคนละเรื่องคนละราวกัน
ประการที่สอง เงินคงคลังเป็นเพียงบัญชีรับจ่ายของรัฐบาล ซึ่งจัดทำขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง ซึ่งสุดแสนจะล้าหลัง บัญชีรับจ่ายเงินคงคลังนั้นมีอยู่หลายบัญชีตามรายการและประเภทการใช้จ่ายที่กฎหมายกำหนด แต่บัญชีหลักก็คือบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่หนึ่ง ซึ่งมีมูลค่ากว่า 90% ของเงินคงคลัง
บัญชีเงินคงคลังบัญชีที่หนึ่ง เป็นบัญชีที่จัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน ได้แก่ รายได้จำพวกภาษี รายได้จากเงินกู้ และรายได้จากรัฐพาณิชย์ รายได้ทั้งสามประเภทนี้ไม่ว่าหน่วยงานไหนจัดเก็บจะต้องนำเข้าบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่หนึ่ง และเมื่อเงินเข้าบัญชีนี้แล้วกฎหมายบังคับว่าจะนำไปใช้จ่ายได้ก็เฉพาะตามที่กฎหมายงบประมาณบัญญัติ ซึ่งมีกฎหมายงบประมาณออกมาใช้เป็นรายปี ยกเว้นจะมีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมระหว่างปีก็เป็นไปตามนั้น
ดังนั้นเงินคงคลังโดยรวมก็คือ เงินที่เหลืออยู่จากรายได้แผ่นดินที่จัดเก็บแต่ละช่วงเวลา หักกับรายจ่ายของแผ่นดินที่จ่ายตามกฎหมายงบประมาณในแต่ละห้วงเวลาเช่นเดียวกัน ไม่ได้มีนัยยะหรือแสดงฐานะความมั่งคั่งร่ำรวยหรือความถังแตกใด ๆ ดังที่โกหกหลอกลวงกัน
ประการที่สาม ประเทศไทยปัจจุบันมีรายจ่ายแผ่นดินตามกฎหมายงบประมาณ 2560 เดือนละประมาณ 200,000 ล้านบาทเศษ บางเดือนก็มากหน่อย บางเดือนก็น้อยหน่อย แต่เฉลี่ยว่าเดือนละ 200,000 ล้านบาทก็แล้วกัน ในขณะเดียวกันก็มีรายได้แผ่นดินที่สำคัญดังต่อไปนี้
(1) มีรายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละประมาณ 150,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย ซึ่งบางเดือนก็หลายแสนล้านบาท สุดแท้แต่จะมีการใช้จ่ายเงินมากและน้อย เรียกว่ามีรายได้ประจำเดือนละ 150,000 ล้านบาทก็แล้วกัน จากรายได้ประจำดังกล่าวเมื่อหักกับรายจ่ายประจำก็จะขาดอยู่เดือนละประมาณ 50,000 ล้านบาท
(2) ในระหว่างปีมีงวดรายได้หลักอยู่สามงวดใหญ่ ๆ คือ
(2.1) ในสิ้นเดือนมีนาคม จะเป็นเวลาสิ้นสุดการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจะจัดเก็บได้ไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาท
(2.2) ในสิ้นเดือนเมษายน และพฤษภาคม จะเป็นเวลาสิ้นสุดการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งจะจัดเก็บได้ไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาทเช่นเดียวกัน
(2.3) ในสิ้นเดือนสิงหาคม จะเป็นห้วงเวลาการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี ซึ่งจะจัดเก็บได้ประมาณ 500,000 ล้านบาท
เบาะ ๆ เบา ๆ รวมสามเทศกาลนี้ก็จะมีเงินเข้าประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งต้องนำเข้าบัญชีเงินคงคลัง และนำไปใช้จ่ายสมทบกับรายได้รายเดือนจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะเพียงพอต่อการใช้จ่ายตามงบประมาณ ซึ่งขาดอยู่เดือนละ 50,000 ล้านบาทสบาย ๆ
ประการที่สี่ กระทรวงการคลังแถลงว่า เมื่อสิ้นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 คือสิ้นธันวาคม 2559 มีเงินคงคลังคงเหลือ 74,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับผลการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละ 150,000 บาท ก็จะเป็นเงิน 220,000 ล้านบาทเศษ เพียงพอต่อการใช้จ่าย ไม่ได้ถังแตกอย่างที่โกหกกันเลย นี่ยังไม่รวมรายได้ประจำงวดทั้งสามงวดดังกล่าวแล้ว
ประการที่ห้า ที่มีการเอาตัวเลขมาแสดงว่าบางรัฐบาลมีเงินคงคลังเหลือ 400,000-500,000 ล้านบาท การที่เงินคงคลังเหลือ 74,000 ล้านบาทเท่ากับผลาญเงินคงคลังไป 300,000 กว่าล้านบาท นี่คือการแหกตาที่ดูถูกดูแคลนคนไทยอย่างร้ายกาจ สามารถทำความเข้าใจง่าย ๆ ได้ดังนี้
(1) ถ้าจะเอาตัวเลขเงินคงคลัง ณ วันที่ 31 มีนาคม มาแสดง ก็ย่อมมีตัวเลขเงินคงคลังประมาณ 500,000 ล้านบาท ดังนั้นการหยิบเอาตัวเลขแต่ละห้วงเวลาของแต่ละรัฐบาลมาเปรียบเทียบโดยไม่ได้กล่าวถึงรายได้ รายจ่าย อย่างครบถ้วนจึงเป็นการแหกตาประชาชน
(2) การที่เงินคงคลังเหลือมากอาจสะท้อนถึงความบัดซบในการบริหารบ้านเมืองก็ได้ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในยุคที่มีการโกงบ้านกินเมือง เพราะเงินงบประมาณนั้นจำแนกได้เป็นสองส่วน คือเงินเดือนและเงินที่ใช้ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งในบางช่วงบางสมัยหากตกลงค่าสินบนไม่ได้ ก็จะมีการเตะถ่วงโครงการต่าง ๆ ทำให้เงินงบประมาณค้างอยู่ในคลัง แต่บ้านเมืองก็ไม่ได้มีการพัฒนา การที่มีเงินคงคลังเหลือแบบนี้ก็คือผลสะท้อนของการโกงบ้านกินเมืองและการที่ไม่ได้นำเงินงบประมาณไปใช้จ่ายเท่านั้นเอง ไม่ได้แสดงว่าฐานะการคลังดีแต่ประการใด
(3) รัฐบาล คสช. ประชุมเช้าประชุมเย็นเป็นอาจิณ วาระส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องการเร่งรัดให้มีการใช้จ่ายตามงบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศ เรียกว่าหัวหน้ารัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ชนิดเหนื่อยแสนสาหัสจนสายตัวแทบขาด บางครั้งถึงกับต้องโยกย้ายบุคลากรที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและการเบิกจ่ายเงินคงคลัง เพราะเหตุนี้จึงทำให้เงินงบประมาณที่เบิกจากเงินคงคลังทะลุทะลวง นำไปพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นผลให้เงินคงคลังเหลืออยู่เมื่อสิ้นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 จำนวน 74,000 ล้านบาท ซึ่งมากพอที่จะใช้จ่ายในเดือนถัดไปเพราะมีรายได้รายเดือนเพียงพอต่อการใช้จ่ายนั้น
ประการที่หก การบริหารเงินคงคลังมีระบบการบริหารสภาพคล่องเป็นปกติ คือรัฐบาลสามารถที่จะกู้เงินมาเข้าบัญชีเงินคงคลังได้ตามความจำเป็น ไม่ว่าจะกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือสถาบันการเงินไม่ว่าในหรือต่างประเทศ นับว่ามีสภาพคล่องเหลือเฟือ แค่เรื่องสภาพคล่อง นักลวงโลกก็ไปบิดตะกูดเป็นเรื่องฐานะการเงิน
ก็ไม่รู้ว่านายกตู่จะอดทนกับพวกตาอยู่ไปได้ถึงไหน แต่ต้องบอกว่าประชาชนชาวไทยอ่อนล้าเต็มทีแล้วต่อการที่คนไม่รู้ร้อนหนาวด้วยการแผ่นดินเข้ามากินบ้านกินเมืองจนไม่ยำเกรงฟ้าไม่ยำเกรงดินกันเสียเลย!

จากเพจ:Paisal Puechmongkol 8/02/2560

โปรดเกล้าฯ “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์” เป็นสังฆราช องค์ที่ 20


นายกฯ เผย พระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ แห่งวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 แล้ว โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จประกอบพระพิธีสถาปนาในวันที่ 12 ก.พ.ที่วัดพระแก้ว เวลา 11.00 น.

วันนี้ (7 ก.พ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ว่า หลังจากมีการดำเนินการตามขั้นตอนพิจารณารายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยพิจารณาเสนอรายชื่อไป 5 องค์ ซึ่งหลังจากมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้วนั้น ขณะนี้ได้รับแจ้งว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประกอบพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชในวันที่ 12 ก.พ. เวลา 11.00 น. ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000013039

คุณนิคม บุญวิเศษ ประธานสถานีโทรทัศน์ NB TV,บริษัท บุญวิเศษ คอร์ปอร์เรชั่น กรุ๊ป จำกัด , บริษัท เอ็น.ดี.เฮิร์บ จำกัด มอบของให้มูลนิธิภราดร เพื่อเด็กด้อยโอกาส

7 กุมภาพันธ์ 2560
คุณนิคม บุญวิเศษ
ประธานสถานีโทรทัศน์ NB TV,บริษัท บุญวิเศษ คอร์ปอร์เรชั่น กรุ๊ป จำกัด , บริษัท เอ็น.ดี.เฮิร์บ จำกัด
ได้มอบหมายให้คุณนวรัตน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นตัวแทน มอบ ผ้าห่ม จำนวน 600 ผืนและ เสื้อยืด จำนวน 1,000 ผืน
ให้แด่ มูลนิธิภราดร เพื่อเด็กด้อยโอกาส
โดยมี
พล.ต.ทนพล ไกรเกริก
คุณอัครวัฒน์ เทพมณี
ดร.พยงค์ ประภาสิทธิ์
ดร.สุนิศา เศรษฐ์วานิชกุล
คุณพยงค์ ปลื้มเปลม
เป็นผู้รับมอบของ



ยกเลิกรถเมล์ NGV จำนวน 489 คัน

9 ก.พ นี้ ขีดเส้นตาย ยกเลิกรถเมล์ NGV จำนวน 489 คัน เนื่องจาก ขสมก. ได้ปรับเงินค่าค้ำประกัน จนครบวงเงิน 330 ล้านบาท หรือคิดเป็นวงเงิน 10% ของมูลค่าสัญญาแล้ว โดยค่าปรับ จะรวมทั้งค่าปรับ และค่าเสียโอกาส คันละประมาณ 16,000 บาท จำนวน 489 คัน รวมเป็นเงินประมาณ 7.8 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้น คณะกรรมการตรวจรับ จะทำหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยัง Bestlin Group เนื่องจากได้ปรับเงินค่าค้ำประกัน จนครบวงเงินแล้ว ขสมก. บอกเลิกสัญญาได้
ขณะที่ นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธาน Bestlin Group ค้านว่า ขสมก. ยังไม่สามารถบอกยกเลิกสัญญาได้ เพราะเมื่อ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ขสมก.ทำหนังสือแจ้งให้จัดส่งมอบรถเมล์ NGV ให้ครบทั้ง 489 คัน หมดภายใน 30 วัน ฯลฯ
ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว โครงการจัดซื้อรถเมล์ NGV ตามเป้าหมาย จำนวน 3,183 คัน วงเงิน 13,162.2 ล้านบาท รวมค่าซ่อมบำรุง 10 ปี วงเงินประมาณ 13,858.408 ล้านบาท มูลค่าทั้งโครงการ 27,020.608 ล้านบาท ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า มีกระบวนการล็อคเสปค และมีความพยายามเร่งรัดตัดตอนการประมูลด้วยวิธีทาง e-Auction สมัยรัฐบาลปูแดง เพื่อนำมาทดแทนรถ ขสมก.ที่มีสภาพเก่า ชำรุด ทรุดโทรม และจอดเสียเป็นจำนวนมาก โดยกำหนดให้จัดส่ง รถโดยสารในระยะแรก จำนวน 489 คันภายในระยะเวลา 90 วัน นับถัดจากวันลงนามสัญญา แต่มีเสียงร้องเรียนเรื่องความโปร่งใส
รัฐบาลคสช. มีการทบทวนโครงการ เปลี่ยนเป็น การจัดซื้อ รถเมล์ NGV แบบ Low Floor ทั้ง 3,183 คัน ซื้อล็อตแรก 489 คัน นำหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวทางในการใช้ ระบบข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ในการจัดซื้อจัดจ้าง และมีข้อตกลงคุณธรรม 3 ฝ่ายระหว่างขสมก. ผู้สังเกตการณ์ที่ได้รับแต่งตั้ง จากองค์การต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และผู้เข้าร่วมเสนอราคา ชูเป็นโครงการนำร่องต้นแบบแห่งความโปร่งใส
รอบนี้ Bestlin Group แพ้ ร้องเรียนให้ ประมูลใหม่ รอบหลังจึงชนะ ขสมก. เซ็นสัญญา แม้ว่า ทาง JVCC จะร้องเรียน ในประเด็นที่ Bestlin Group เป็นนิติบุคคลที่มีคุณสมบัติ ขัดต่อข้อกำหนดระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 30 และ 31 และประกาศขององค์การ เลขที่ 04/2559 เรื่อง โครงการประกวดราคาซื้อ รถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ ข้อ 1.10 , 2.10 โดยแสดงบัญชีรายรับ รายจ่าย หรือ แสดงบัญชีรายรับรายจ่าย ไม่ถูกต้องครบถ้วนในสาระสำคัญ
TOR ระบุว่าหลังเซ็นสัญญา 90 วัน Bestlin Group ต้องส่งมอบรถครบทั้ง 489 คัน หรือเท่ากับต้องมีกำลังการผลิตเฉลี่ย 5-6 คันต่อวัน ราคาคันละ 3,549,182 บาท ถ้าต่องเสียภาษีนำเข้า 40% ต้นทุนจะไปอยู่ที่คันละ 3.9 ล้านบาท ต้องใช้ประเทศในอาเซียน เป็นแหล่งผลิต โดยสำแดงข้อมูลนำเข้าประเทศไทยว่า ใช้อะไหล่ของมาเลเซีย ในสัดส่วน 90% ของราคารถ โดยมีเอกสาร Form D จากมาเลเซียยืนยัน ซึ่งจะทำให้รถเมล์ 489 คัน ได้รับการยกเว้นภาษีตามข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน
กรมศุลกากร พบพิรุธการนำเข้าจากจีน และแวะพักมาเลเซีย ไม่ได้ประกอบในโรงงานมาเลเซีย ตามที่อ้าง
วันนี้ 7 ก.พ.นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร จะแถลงข่าว ยืนยันว่าสิ่งที่ได้ดำเนินการไปถูกต้องและยุติธรรม

จากเพจ: Siriwanna Jill - New 7/02/2560

เรื่องเงินคงคลังเหลือมากเหลือน้อยไม่ได้แสดงฐานะทางการเงินของประเทศ

อย่าให้เขาหลอกนะครับ
เรื่องเงินคงคลังเหลือมากเหลือน้อยไม่ได้แสดงฐานะทางการเงินของประเทศ ดังที่กำลังแหกตากันอยู่หรอกครับ
1 เงินคงคลัง ก็คือรายได้ของแผ่นดิน สำหรับใช้จ่ายตามงบประมาณ ถ้าช่วงไหนเก็บรายได้มาก หรือ จ่ายออกไปน้อย ไม่ว่าการบริหารจิตแผนหรือล่าช้าก็ตามก็จะมีเงินคงคลัง เหลืออยู่มาก ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีอะไรกับบ้านเมือง เพราะสะท้อนว่า การนำเงินไปพัฒนาประเทศล่าช้าไม่ได้ผล
2 สภาพคล่องของเงินคงคลัง ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ คือเงินที่เหลืออยู่ในบัญชีเงินคงคลัง, ประมาณการจัดเก็บภาษีรายเดือนได้แก่ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นต้นรวมทั้งระยะเวลาการจัดเก็บภาษีประจำงวดเช่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 คือ แผนการกู้ยืมเงิน ตามแผนงบประมาณไม่ว่าจะยืมจากในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม
4 รัฐบาลลุงตู่ประชุมบ่อย ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องการผลักดันการบริหารราชการแผ่นดินคือการขับเคลื่อนให้มีการเร่งใช้เงินงบประมาณ ในการพัฒนาประเทศโดยเร็วเพราะฉะนั้นเมื่อมีรายได้เข้าบัญชีเงินส่งคลังจึงมีการจ่ายออกที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าทุกระยะที่ผ่านมา
มันก็เท่านี้แหละครับ ท่านผู้ฟัง

จากเพจ:Paisal Puechmongkol 7/02/2560

Pages

Subscribe to สววท. RSS